| สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKP จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 12 พ.ค.69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | | บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล | ซื้อ | 3.70 | | บล.ดาโอ | ซื้อ | 3.00 | | บล.เอเซีย พลัส | ซื้อ | 2.90 | | บล.เคจีไอ | ถือ | 2.70 | | บล.กรุงศรี | ลดน้ำหนักการลงทุน (Reduce) | 2.00 | สรุปปัจจัยบวก+ กำไรสุทธิ 1Q69 เติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY): รายงานกำไรสุทธิอยู่ที่ 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง +155% YoY โดยได้รับอานิสงส์จากปริมาณน้ำ (Hydrology) ที่แข็งแกร่งต่อเนื่องมาจากช่วงปลายปี 2568 ส่งผลให้ปริมาณขายไฟโรงไฟฟ้าพลังน้ำเพิ่มขึ้น (บล.ดาโอ, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล) + ส่วนแบ่งกำไรจากโครงการไซยะบุรี (XPCL) พลิกเป็นบวก: ผลประกอบการ XPCL ดีขึ้นอย่างมากตามปริมาณการปล่อยน้ำของเขื่อนในจีน และมีการบันทึกกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Refinance) ราว 346.7 ล้านบาท ช่วยหนุนฐานะการเงิน (บล.ดาโอ, บล.เอเซีย พลัส, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ) + แนวโน้ม 2Q69 คาดกำไรฟื้นตัว QoQ: คาดผ่านพ้นจุดต่ำสุดของปีในไตรมาส 1 ไปแล้ว โดยจะเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล รวมถึงโรงไฟฟ้า BIC จะกลับมาเดินเครื่องปกติหลังผ่านช่วงหยุดซ่อมบำรุง (บล.เอเซีย พลัส, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล) + Valuation น่าสนใจและ Downside จำกัด: ราคาหุ้นปัจจุบันเทรดที่ PBV ต่ำเพียง 0.6 เท่า และ PER ปี 2569 อยู่ที่ 10.7x ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี (-2SD) สะท้อนปัจจัยลบไปมากแล้ว (บล.ดาโอ, บล.เอเซีย พลัส, บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล) + โครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่ง: มีอัตรากำไร EBITDA สูงถึง 42% ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งในกลุ่ม และมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net D/E) ต่ำเพียง 0.6 เท่า (บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล) สรุปปัจจัยลบ- กำไรปกติชะลอตัวลงอย่างมากเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ): กำไรปกติงวด 1Q69 อยู่ที่ 116 ล้านบาท ลดลงราว -83% QoQ เนื่องจากเข้าสู่ช่วง Low Season ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ และมีการหยุดซ่อมบำรุงนอกแผนของโรงไฟฟ้า BIC (บล.ดาโอ, บล.เอเซีย พลัส, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ) - ความเสี่ยงจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño): มีความกังวลว่าสภาพอากาศจะเข้าสู่ภาวะแห้งแล้งในช่วง 2H69 ซึ่งตรงกับช่วง High Season ของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ อาจกดดันปริมาณการผลิตไฟฟ้าและทำให้กำไรปี 2569 ทั้งปีลดลงมาอยู่ที่กรอบ 1.6 - 1.8 พันล้านบาท หรือลดลงประมาณ 23 - 43% YoY (บล.ดาโอ, บล.เอเซีย พลัส, บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ) - ต้นทุนก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงกดดันมาร์จิ้น: ราคาต้นทุนก๊าซของโรงไฟฟ้า SPP (BIC) มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ค่า Ft เฉลี่ยปรับลดลง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อ่อนตัวลงมาอยู่ที่กรอบ 16.5 - 17.6% (บล.ดาโอ, บล.เอเซีย พลัส, บล.เคจีไอ) - ขาดโครงการใหม่ขนาดใหญ่ในระยะสั้น: นอกเหนือจากโครงการหลวงพระบางที่จะเปิดดำเนินการในปี 2573 บริษัทยังไม่มีโครงการใหม่เข้ามาหนุนการเติบโตในช่วงนี้ ประกอบกับโอกาสปรับเพิ่มเงินปันผล (Dividend Payout) มีจำกัดเพราะต้องสำรองเงินลงทุน (บล.กรุงศรี, บล.เคจีไอ) |