เอกชน เผยอุตสาหกรรมมอาหารไทยสะดุด ประเมินปีนี้ส่งออกติดลบ 7.3% หลังคาดไตรมาส 2 ทรุดหนัก -17.7% ตะวันออกกลางติดลบกว่า 50% ต้นทุนพลังงาน-ค่าเงินบาทกดดัน ลุ้นปลายปีอาจฟื้นหากสถานการณ์คลี่คลาย นางสาวไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสถาบันอาหาร มอง แนวโน้มการส่งออกมูลค่าอาหารไทยในปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านบาท ลดลง 7.3% จากปีก่อนหน้า และประเมินว่าจะหดตัวรุนแรงที่ติดลบ 17.7% ในช่วงไตรมาส 2 และจะทยอยปรับดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และฟื้นตัวได้เล็กน้อยในช่วงปลายปี หากสถานการณ์เศรษฐกิจและความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ลุกลาม -ปัจจัยลบที่กระทบส่งออก มาจากอุปสงค์โลกที่อ่อนแอจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ความไม่สงบในตะวันออกกลางบั่นทอนบรรยากาศการค้า มาตรการจำกัดการนำเข้าและความพึ่งพาตนเองด้านอาหารของคู่ค้า ราคาสินค้าเกษตรลดลง ความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา -ตลาดส่งออกที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น เอเชียใต้ ขยายตัว 35% สหภาพยุโรป ขยายตัว 15.9% ขณะที่กลุ่มตลาดที่หดตัวสูงสุด คือ ตะวันออกกลาง ติดลบ 50.7% เพราะประเทศปลายทางส่วนใหญ่ต้องอาศัยเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนตลาดสหรัฐฯ คาดว่าจะหดตัว 12.8% โดยปีก่อนผลกระทบของมาตรการภาษีต่อการส่งออกอาหารไทยยังไม่ชัดเจน เนื่องจากสินค้าที่เก็บได้นาน เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ทูน่ากระป๋อง เป็นต้น -สำหรับตลาดอื่นๆที่คาดว่าจะลดลง คือ CLMV ที่คาดว่าจะลดลง 35.2% อาเซียน (5) ติดลบ 14% และแอฟริกา ติดลบ 15.2% -แนวโน้มในไตรมาสแรก (ม.ค.-มี.ค.) คาดว่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยจะมีมูลค่า 305,900 ล้านบาท ลดลง 11.5% หดตัวต่อเนื่องจากปีก่อน โดยในเดือน มี.ค. ภาคส่งออกจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซไปยังกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ และการ Re-export จากยูเออีไปยังหลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา ถูกตัดขาด -โดยการส่งออกสินค้าไทยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่า 202,100 ล้านบาท หดตัว 10.5% มีสาเหตุสำคัญมาจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคในตลาดโลกที่ลดลงจากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสงครามการค้า การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง ลดทอนความสามารถในการปรับราคาตามต้นทุนของผู้ผลิต นโยบายจำกัดการนำเข้าและการพึ่งพาตนเองด้านอาหารมากขึ้น -ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นยังทำให้สินค้าไทยมีราคาแพงขึ้นในสายตาผู้ซื้อ ราคาสินค้าเกษตรและอาหารหลายชนิด เช่น ผัก ผลไม้ มะพร้าว และทุกเรียนที่ตกต่ำ กดดันรายได้การส่งออก -ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ยังส่งผลให้ยอดส่งออกไปยังกัมพูชาหายไปกว่า 5,000 ล้านบาทต่อเดือน คิดเป็นประมาณ 5% ของมูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมด ตลาดหลักหลายแห่งยังหดตัว เช่น CLMV อาเซียนเดิม สหรัฐฯ ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดที่เติบโต ได้แก่ เอเชียใต้ สหภาพยุโรป CIS และจีน -สินค้าที่พึ่งพาตลาดตะวันออกกลางมาก เช่น ทูน่ากระป๋อง ข้าว ข้าวโพดหวานปรุงแต่ง และสับปะรดกระป๋อง มีโอกาสได้รับผลกระทบสูง ขณะที่สินค้าที่พึ่งพาปานกลาง เช่น ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และเครื่องดื่มจากมะพร้าว จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า -ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมจากพลังงานที่สูงขึ้นเป็นความท้าทายหลักที่จะสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนสินค้าในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ราคาปุ๋ย วัตถุดิบเกษตร โรงงานแปรรูป บรรจุภัณฑ์ ไปจนถึงค่าขนส่งและการกระจายสินค้า ขณะที่ความต้องการตลาดโลกยังอ่อนแรงจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่จะปรับตัวสูงขึ้น และการแข่งขันด้านราคา -ท่ามกลางวิกฤตยังมีโอกาสจากแรงหนุนค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าและความต้องการอาหารที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคที่กำลังเผชิญกับภัยสงคราม ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกอาหารให้พลิกกลับมาขยายตัวได้เช่นกัน “ทุกคนต้องกินต้องใช้ จะสงครามยังไงก็ต้องกินอาหาร เลี้ยงสัตว์ต้องหาซื้อจากประเทศอื่นไปประเทศตัวเอง มองว่าในวิกฤตก็มีโอกาส แต่ต้องปรับตัว แต่หากเรามีความสามารถในการปรับตัว ดีมานในด้านอาหารมีอยู่แล้ว หากปรับตัวแข่งขันได้ จะเป็นโอกาสได้”นางสาวไปยดา |