กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เตรียมปรับลดประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในการอัปเดตครั้งใหม่ หลังสงครามในอิหร่านส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและเพิ่มความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อทั่วโลก
นางคริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF เปิดเผยในการให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg News ว่า ก่อนเกิดความขัดแย้ง IMF เคยมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตในปี 2026 แต่สถานการณ์ล่าสุดทำให้ต้องปรับลดลงแทน โดยรายงานฉบับใหม่จะเผยแพร่ในสัปดาห์หน้า ระหว่างการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตัน
จอร์เจียวากล่าวว่า สงครามครั้งนี้ถือเป็นภาวะอุปทานสะดุดในเชิงลบ เนื่องจากทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น พร้อมเตือนว่าเงินเฟ้อควรเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในระยะต่อไป
เธอยังระบุว่า เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันมีความพร้อมรับมือกับวิกฤตลดลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 เนื่องจากเครื่องมือเชิงนโยบายของหลายประเทศอ่อนแอลง และความร่วมมือระหว่างประเทศในภาวะวิกฤตมีความยากมากขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจ
IMF ชี้ว่า หลายประเทศยังมีภาระหนี้สูงหลังโควิด และยังไม่สามารถสร้างพื้นที่ในการใช้นโยบายได้เพียงพอ ซึ่งทำให้ความสามารถในการกระตุ้นเศรษฐกิจลดลง
นอกจากนี้ วิกฤตพลังงานจากสงครามยังส่งผลกระทบต่อราคาปุ๋ยและความมั่นคงทางอาหาร โดยโครงการอาหารโลก (WFP) แห่งสหประชาชาติ เตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อาจมีประชากรเพิ่มขึ้นเกือบ 45 ล้านคนเข้าสู่ภาวะขาดแคลนอาหารเฉียบพลัน โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันยังคงอยู่เหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อยู่ที่ราว 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 70 ดอลลาร์ก่อนเกิดสงคราม ขณะที่ราคาน้ำมันและเชื้อเพลิงในตลาดจริงปรับตัวสูงขึ้นมากกว่านั้น
IMF ระบุว่า ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานจะเกิดขึ้นไม่เท่ากันในแต่ละประเทศ โดยประเทศที่อยู่ใกล้พื้นที่ความขัดแย้ง หรือประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงาน และประเทศที่มีพื้นที่ทางการคลังจำกัด จะได้รับผลกระทบรุนแรงมากกว่า
กอร์เกียวาเตือนว่า ธนาคารกลางต้องสร้างสมดุลระหว่างการควบคุมเงินเฟ้อกับการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ พร้อมระบุว่านโยบายการตอบสนองต่อวิกฤตต้องระมัดระวังอย่างมาก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เปราะบางของเศรษฐกิจโลก
IMF ยังแนะนำให้ประเทศต่าง ๆ หลีกเลี่ยงมาตรการกีดกันทางการค้า เช่น การจำกัดการส่งออกสินค้า เนื่องจากอาจยิ่งทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น และเร่งให้เศรษฐกิจโลกเผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้นอีก