| ||||||
.
***มองเศรษฐกิจไทยโต K-shaped ดันจีดีพี ปี 69-70 แตะ 2.0% ชูลงทุนเอกชน-ส่งออก AI เป็นแรงหนุน
ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า InnovestX ยังคงประมาณการจีดีพีไทยปี 2569 และ 2570 ที่ 2.0% แม้เผชิญอุทกภัยกรุงเทพมหานคร เพราะน้ำท่วมรอบนี้ต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเกิดจากฝนตกหนักในพื้นที่ (local rainfall) ไม่ใช่มวลน้ำเหนือขนาดใหญ่ ผลกระทบจึงจำกัดวงและ กระจุกอยู่ในไตรมาส 3 เป็นหลัก และ มาตรการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 จะเข้ามาช่วยหักล้างได้
ขณะที่ภาพใหญ่ของเศรษฐกิจยังเติบโตแบบ K-shaped โดยมีการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกจากกระแส AI เป็นแรงหนุน ก่อนที่ในปี 2570 แรงขับเคลื่อนจะย้ายไปสู่ภาครัฐและการบริโภคมากขึ้น ส่วนปัจจัยภายนอกที่ต้องจับตา คือ ราคาน้ำมันที่เราปรับสมมติฐานเฉลี่ยปี 2569 และ 2570 ขึ้นเป็น 90 และ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตามลำดับ ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก และ ผลตอบแทนพันธบัตรที่มีแนวโน้มตึงตัวมากขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินในช่วงต่อไป
***เคาะเป้า SET ปี 70 ที่ 1,715 จุด มอง 1,550 จุดน่าสะสม เปิดโผหุ้นเด่นไทย-นอกรับ Q4
นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า แม้ปัจจัยมหภาคจะมีความเปราะบาง แต่ภาพกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังมีแรงสนับสนุนตลาดหุ้นในภาพรวม โดยประมาณการ EPS ของตลาดหุ้นไทยได้รับการปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกลุ่มพลังงาน
ขณะที่ในระดับโลก การเติบโตของกำไรเริ่มกระจายออกจากกลุ่มเทคโนโลยีไปสู่อุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หลังตลาดปรับตัวขึ้นมาระดับหนึ่ง Upside เริ่มจำกัด ประกอบกับ ความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ นโยบายการเงิน และ ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น รวมถึงความเสี่ยงเอลนีโญ และ ราคาชิปที่เพิ่มขึ้นซ้ำเติมหากราคาพลังงานไม่ลดลง จึงควรหลีกเลี่ยงการไล่ราคาและรอจังหวะเข้าลงทุน โดยมองว่าการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐจะเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามอิหร่านได้
โดย InnovestX ตั้งเป้าหมาย SET Index ปี 2570 ที่ 1,715 จุด จากภาพเศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่งขึ้น การลงทุน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่บริเวณ 1,550 จุด เป็นระดับที่เริ่มมีความน่าสนใจสำหรับการทยอยสะสม กลยุทธ์ยังเน้นหุ้นที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกจำกัด และ มีความชัดเจนของกำไร
สำหรับหุ้นเด่น ได้แก่ AMATA , CENTEL , CRC , KTB และ PR9 สำหรับหุ้นต่างประเทศมองไปที่หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก AI เช่น Google , Amazon , Nvidia , Tencent , Alibaba ส่วนกลุ่ม Semiconductor เน้นที่คอขวด หรือ ได้แรงหนุนจากรัฐบาลจีนที่ใช้ชิปในประเทศอย่าง Lumentum , Naura , SMIC , Biren และ ควรจะมีการกระจายความเสี่ยงนอกกลุ่มเทคโนโลยีที่เป็นแนวตั้งรับอย่าง Hong Kong Exchange & Clearing , Visa , AIA , Walmart , Iberdrola , China Mobile และ ธีมปันผลอย่าง Verizon , AXA , Enel , ICBC และ Hang Seng High Dividend (HSHD23)
***แนะกองทุน M-SCHD ชูลดความเสี่ยงหุ้นเทคฯ กระจายพอร์ตลุยหุ้นปันผลสหรัฐฯ คุณภาพสูง
นายจรณพงศ์ รัตนะโสภา Head of Investment Product Specialist บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี InnovestX แนะนำกองทุน M-SCHD ที่ลงทุนผ่าน Schwab U.S. Dividend Equity ETF (SCHD) ที่มุ่งลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มปันผลคุณภาพ นอกจากจะเน้นบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีความสม่ำเสมอในการจ่ายปันผลแล้ว ยังช่วยกระจายการลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีได้อย่างชัดเจน โดยปัจจุบัน SCHD มีสัดส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีน้อยกว่า 10% เทียบกับ S&P 500 ที่มีสัดส่วนเกือบ 40%
ในด้านผลตอบแทนในปีนี้ SCHD สามารถปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าดัชนี S&P 500 สะท้อนให้เห็นว่าผลตอบแทนในปีนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เฉพาะในหุ้นเทคโนโลยี แต่หุ้นปันผลคุณภาพสามารถสร้างผลตอบแทนได้โดดเด่นเช่นกัน อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ ค่าสหสัมพันธ์ (Correlation) ของ SCHD กับ S&P 500 ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มจัดตั้งในปี 2554 หมายความว่าการเคลื่อนไหวของหุ้นในกลุ่มนี้สอดคล้องกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยรวมน้อยลง จึงช่วยเพิ่มมิติของการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตได้
นอกจากกองทุน M-SCHD ซึ่งเป็นหนึ่งในกองทุน Exclusive ค่าธรรมเนียมต่ำของ InnovestX แล้ว ยังมีทางเลือกผลิตภัณฑ์สำหรับการลงทุนระยะยาว อย่างกองทุน M-SCHG ลงทุนใน Schwab U.S. Large-Cap Growth ETF (SCHG) เพื่อเข้าถึงหุ้นขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ที่มีศักยภาพการเติบโต โดยเป็นกองทุน Exclusive เช่นกัน รวมถึงมี DR23 ที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึง ETF สหรัฐฯ ภายใต้แบรนด์ iShares ของ BlackRock ผ่าน 3 หลักทรัพย์ ได้แก่ IVV23 อ้างอิง S&P 500, IQQ23 อ้างอิง Nasdaq-100 และ SOXX23 อ้างอิงกลุ่ม Semiconductor
.


