| “อนุทิน” กล่าวอภิปรายทั่วไปในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ย้ำจุดยืนไทยผลักดันการปฏิรูปสหประชาชาติ ฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อระบบพหุภาคี เปิดพื้นที่ให้ทุกประเทศมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตร่วมกัน พร้อมชูความร่วมมือสร้างสันติภาพที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการปราศจากสงคราม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวอภิปรายทั่วไปภายใต้หัวข้อ “Restoring Trust, Managing Transformation: A United Nations that Delivers for All” ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 ระบุว่า องค์การสหประชาชาติก่อตั้งขึ้นครบ 80 ปี ขณะที่ประเทศไทยเรียกร้องให้มีการปฏิรูปองค์การสหประชาชาติ โดยควรเริ่มต้นจากการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ (Trust) ซึ่งไม่ควรเกิดจากการบังคับ แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจสามารถเริ่มจากการรวมกลุ่มย่อยและขยายไปสู่ความร่วมมือในระดับที่ใหญ่ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศที่ไม่เคยมีเสียงในเวทีระหว่างประเทศได้เข้ามามีส่วนร่วมและมีพื้นที่ในการส่งเสียงมากขึ้น สำหรับประเด็นสันติภาพ นายกรัฐมนตรีระบุว่า สันติภาพมีความสำคัญ โดยในนิยามของประเทศไทย สันติภาพไม่ได้หมายถึงเพียงการปราศจากสงคราม แต่ต้องหมายถึงการร่วมมือกันอย่างสร้างสรรค์ระหว่างประเทศด้วย ทั้งนี้ ในถ้อยแถลง ยังระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ทั่วโลก รวมถึงสถานการณ์ปาเลสไตน์ และการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไทยยืนยันการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจาทวิภาคี พร้อมระบุว่ากระบวนการภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เป็นกรอบที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตแดนทางทะเล ไทยสนับสนุนสันติภาพและการปรองดองแห่งชาติของเมียนมา รวมถึงการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสันติภาพในภูมิภาค โดยเฉพาะการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาผ่านแนวทางการเจรจา นอกจากนี้ ไทยยังเดินหน้าความร่วมมือกับสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) เพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการป้องกันและรับมือกับอาชญากรรมออนไลน์ “ระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ และการมีส่วนร่วมของทุกประเทศในการกำหนดอนาคตร่วมกัน จะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่น”นายอนุทิน กล่าว พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมกันสร้างความเชื่อมั่น และสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยย้ำว่าความร่วมมือระหว่างประเทศจะเป็นกลไกสำคัญในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายของโลก |