| ราคาน้ำมันโลกปิดเพิ่มขึ้น 3% ในวันพฤหัสบดี (24 ก.ย.) แตะระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลว่า อุปทานพลังงานอาจชะงักงัน หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนยิงขีปนาวุธโจมตีซาอุดีอาระเบีย โดยระหว่างวันราคาน้ำมันขึ้นไปแตะที่ 5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของวัน ก่อนลดช่วงบวกในเวลาต่อมา หลังมีรายงานว่าสหรัฐฯ และอิหร่านได้หารือถึงการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพ.ย. ปิดที่ 106.60 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 3.52 ดอลลาร์ หรือ +3.4% ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเวสต์ เท็กซัส (WTI) งวดส่งมอบเดือนพ.ย. ปิดที่ 94.61 ดอลลาร์/บาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.45 ดอลลาร์ หรือ +2.7% ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน หลังจากร่วงลง 13% ในช่วง 6 วันทำการก่อนหน้านี้ กองกำลังพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียในเยเมนเปิดเผยว่า ซาอุดีอาระเบียสามารถสกัดขีปนาวุธ 6 ลูกที่กลุ่มฮูตียิงเข้ามา โดยสามารถสกัดการโจมตีในจังหวัดทาอิฟทางตอนใต้และพื้นที่เมืองยานบูริมทะเลแดง ขณะเดียวกัน สายการบินของอิหร่านถูกระงับการให้บริการในประเทศเพื่อนบ้านหลายแห่ง รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และโอมาน เพื่อตอบสนองมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ของสหรัฐฯ แม้สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านจะไม่มีความเคลื่อนไหวมาระยะหนึ่งแล้ว แต่สหรัฐฯ ได้ประกาศขยายมาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน โดยมุ่งเป้าไปที่บริษัทในประเทศที่สามซึ่งทำธุรกิจกับบริษัทอิหร่าน ฝั่งอิหร่านขู่ว่าจะตอบโต้ประเทศเพื่อนบ้านที่ปฏิบัติตามคำสั่งแบนเที่ยวบินของอิหร่าน โดยระบุว่าอาจทำให้สนามบินของประเทศเหล่านั้นไม่สามารถใช้งานได้ ด้านซาอุดีอาระเบียกำลังเพิ่มปริมาณการสูบน้ำมันดิบผ่านท่อส่ง East-West Pipeline ซึ่งเชื่อมต่อไปศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันที่เมืองยานบูริมทะเลแดง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากแหล่งข่าวในอุตสาหกรรม ภาพถ่ายดาวเทียม และข้อมูลการเดินเรือ ระบุว่า การขนถ่ายน้ำมันดิบขึ้นเรือยังไม่กลับมาดำเนินการ เจรจาสันติภาพยังดำเนินต่อ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า คณะเจรจาของสหรัฐฯ และอิหร่านในนครนิวยอร์กกำลังหารือแนวทางยุติสงครามแบบเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งอาจรวมถึงการที่อิหร่านอาจกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ และสหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน อย่างไรก็ตาม การเจรจายังเผชิญอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากไม่มีฝ่ายใดยอมลดอำนาจต่อรองของตนเองก่อน ขณะที่อิหร่านเองต้องแบกรับต้นทุนและแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากมาตรการคว่ำบาตรเช่นกัน เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านรายหนึ่งเผยว่า แนวทางที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด คือการบรรลุข้อตกลงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยอิหร่านจะอนุญาตให้เรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการปิดล้อมทางเศรษฐกิจ และอิหร่านอาจได้รับสิทธิ์เข้าถึงทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ “แนวทางหนึ่งคือการแก้ไขวิกฤตเป็นระยะ โดยขั้นแรกคือยุติการปิดล้อมและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ” เจ้าหน้าที่รายดังกล่าว เผยนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ข้อตกลงดังกล่าวจะทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องยอมรับแนวทางแก้ไขปัญหาชั่วคราว หลังข้อตกลงก่อนหน้านี้ล่มลงเมื่อเดือนก.ค. โดยแหล่งข่าวระบุว่าความท้าทายข้อใหญ่ของคณะเจรจาจึงไม่ใช่เพียงการกำหนดรายละเอียดของข้อตกลง แต่ยังรวมถึงการทำให้เงื่อนไขต่าง ๆ มีผลยาวนานเพียงพอที่จะสร้างความไว้วางใจให้กับทั้งสองฝ่าย ทรัมป์มองว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจบรรลุข้อตกลงได้หลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยุโรปรายหนึ่งกล่าวว่า รายการข้อเรียกร้องของอิหร่านนั้นยาวมาก เดนนิส รอสส์ อดีตคณะเจรจาของสหรัฐฯ มองว่าโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงก่อนการเลือกตั้งนั้นอยู่ที่เพียง 30% แต่ทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านอาจมีเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอที่จะเร่งบรรลุข้อตกลงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม ขณะที่มาตรการปิดล้อมกำลังกดดันอิหร่านอย่างหนัก ทั้งนี้ การบรรลุข้อตกลงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมอาจเป็นประโยชน์ต่อทรัมป์ เนื่องจากการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้งอาจช่วยคลี่คลายความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซีย สกัดแรงกดดันต่อราคาน้ำมัน และช่วยให้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองปรับตัวลดลง นอกจากนี้ โอกาสที่อิหร่านจะได้รับการผ่อนคลายทางเศรษฐกิจ อาจมีมากขึ้นในช่วงที่ทรัมป์ยังมีแรงจูงใจทางการเมืองเพื่อไปสู่การบรรลุข้อตกลง รอสส์กล่าวว่า หากผ่านพ้นการเลือกตั้งกลางเทอม ทรัมป์อาจเผชิญข้อจำกัดน้อยลง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน หรือพิจารณาทางเลือกด้านการทหารมากขึ้น ที่มา Reuters (1) และ (2) |