| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดลดลงเล็กน้อยในวันอังคาร (29 ก.ย.) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงปรับตัวขึ้นก่อนประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการในสัปดาห์นี้ รวมถึงเงินเฟ้อเดือนส.ค. และตัวเลขจ้างงานเดือนก.ย. ขณะที่นักลงทุนประเมินความเห็นของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ย ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,349.92 จุด ลดลง 131.59 จุด (-0.26%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,670.84 จุด ลดลง 12.85 จุด (- 0.17%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,797.54 จุด ลดลง 22.84 จุด (-0.08%) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือบอนด์ยีลด์รุ่นระยาวของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น โดยบอนด์ยีลด์อายุ 30 ปีแตะ 5.6206% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2002 ขณะที่บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี แตะ 5.293% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2007 อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นลดช่วงลบลง หลังบอนด์ยีลด์ย่อตัวลงจากจุดสูงสุด ขณะที่บอนด์ยีลด์ระยะสั้นปรับตัวลดลงตามทิศทางราคาน้ำมันที่ลดลงหลังมีสัญญาณว่า การส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางฟื้นตัว และความเห็นของจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟด สาขานิวยอร์กที่ระบุว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังมีเวลาประเมินข้อมูลเศรษฐกิจก่อนตัดสินใจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง หลังวิลเลียมส์แสดงความเห็น ตลาดลดความหวังว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. ลงมาอยู่ที่ 51.5% จากเกือบ 70% ในช่วงต้นของการซื้อขายตามข้อมูลจาก CME FedWatch ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันยังเร่งตัวขึ้นในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หลังจากปรับตัวลงจากระดับสูงสุดในช่วงต้นเดือน ท่ามกลางความหวังถึงการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ลดน้อยลง ซึ่งราคาน้ำมันดิบและดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นได้สร้างความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และส่งผลให้บอนด์ยีลด์ดีดตัวสูงขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังไม่ชะลอตัวลง นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการในสัปดาห์นี้ รวมถึงดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันนี้ และข้อมูลตลาดแรงงานหลายฉบับซึ่งจะทยอยประกาศตลอดสัปดาห์ ก่อนปิดท้ายด้วยรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนก.ย. ในวันศุกร์ ทิม กริสคีย์ นักกลยุทธ์พอร์ตการลงทุนอาวุโสของ Ingalls & Snyder กล่าวว่า “ข้อมูล PCE ในวันพรุ่งนี้จะมีความสำคัญมาก ว่าจะส่งผลต่อตลาดและทิศทางต่อจากนี้อย่างไร” และเพิ่มเติมว่า “ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ลดลงท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยและราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้นกำลังกดดันผู้บริโภค และอาจเริ่มเห็นแรงเทขายหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค” สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) ระบุว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ลดลง 256,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.079 ล้านตำแหน่งในเดือนส.ค. ต่ำกว่าตัวเลขที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าจะอยู่ที่ 7.225 ล้านตำแหน่ง ขณะเดียวกัน รายงานอีกฉบับจาก Conference Board ระบุว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ร่วงลงอย่างหนักในเดือนก.ย. สู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 12 ปีครึ่ง โดยลดลง 6.7 จุด สู่ระดับ 81.9 ในเดือนก.ย. โดยผู้บริโภคประเมินว่า ภาคธุรกิจและตลาดแรงงานจะถดถอยลงในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ท่ามกลางสงครามอิหร่านและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ในช่วงที่ผ่านมา นักลงทุนยังประเมินความเห็นของเจ้าหน้าที่เฟด แม้จอห์น วิลเลียมส์ จะส่งสัญญาณรอประเมินข้อมูลก่อนขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง แต่เจ้าหน้าที่เฟดบางรายแสดงจุดยืนสนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ย โดยไมเคิล บาร์ ผู้ว่าการเฟดกล่าวว่า มีแนวโน้มจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีก ขณะที่ออสตัน กูลส์บี ประธานเฟด สาขาชิคาโกกล่าวว่า การปล่อยให้อัตราเงินเฟ้ออยู่เหนือเป้าหมายมานานถึง 5 ปีครึ่งนั้น เป็นเรื่องที่เสี่ยงมาก ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้น Meta ปรับตัวขึ้น 3.3% แม้ OpenAI เปิดตัว AI เอเจนต์ที่สามารถทำงานต่อเนื่อง ซึ่งเรียกว่า Dots และถูกมองว่าเป็นคู่แข่งของ Muse ที่ Meta เพิ่งเปิดตัว - หุ้น CarMax ปรับตัวขึ้น 4.7% หลังรายงานกำไรและรายได้ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากการตั้งราคาที่ช่วยกระตุ้นยอดขายรถยนต์มือสอง - หุ้น Fair Isaac Corp ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการประเมินคะแนนเครดิต ร่วงลง 26.5% หลังบิล พัลที ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารการเงินเพื่อการเคหะของสหรัฐฯ (FHFA) เปิดเผยว่า Fannie Mae และ Freddie จะปรับมาใช้ตารางกำหนดราคาเดียวกัน ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 16,150 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 16,870 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.66 ต่อ 1 หุ้น ขณะที่ตลาดหุ้นแนสแดคมีสัดส่วน 1.47 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 8 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 33 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 34 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 244 ตัว ที่มา Reuters |