สภาพัฒน์ฯ เปิด 3 ฉากทัศน์ วิกฤตตะวันออกกลางเขย่าเศรษฐกิจ เสี่ยง Stagflation ในบางประเทศหากลากยาว 3 เดือน ดันเงินเฟ้อไทยแตะ 1.9% น้ำมันพุ่งกระทบ 3 เซกเตอร์หลัก พร้อมเปิดสาเหตุขยับเพดานดีเซลขึ้น หวังลดภาระกองทุนน้ำมัน-รอรัฐบาลมีอำนาจเต็ม นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยการประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย สศช. จัดทำ 3 สมมติฐานหลัก เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย ท่ามกลางความกังวลด้านราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และเสถียรภาพตลาดการเงิน เปิด 3 ฉากทัศน์ผลกระทบตะวันออกกลาง -สมมติฐานที่ 1 จบใน 1 เดือน (ถึงกลางเดือน-สิ้นเดือนเม.ย.นี้) กระทบจำกัด กรณีสถานการณ์คลี่คลายภายใน 1 เดือน เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวลง จากแรงกดดันราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ตลาดเงินตลาดทุนผันผวน และค่าเงินบาทอ่อนค่าในบางช่วง ซึ่งบางวันอ่อนค่านำภูมิภาค “ณ วันนี้เริ่มเห็นเรือออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้ เช่น เรือของปากีสถานที่วิ่งออกมาได้ เพราะทำตามเงื่อนไขของอิหร่าน เรือของอินเดียก็วิ่งออกมาได้เช่นกัน”นายดนุชา กล่าว -โดยคาดว่าราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะไม่เกิน 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งสูงกว่าที่ประเมินไว้ก่อนมีเหตุการณ์ คือ 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เงินเฟ้อไทยอาจเพิ่มขึ้นราว 1% และเงินเฟ้อ (-0.3%) ถึง 0.7% “แม้ช่วงเหตุการณ์จะสิ้นสุดลง แต่ราคาน้ำมันจะยังอยู่ในระดับสูงอีกระยะหนึ่ง เพราะ Oil Facility ถูกทำลายบางส่วน ขณะเดียวกันประเทศต่างๆ ที่ IEA ให้ระบายสำรองน้ำมันออกมา จะต้องหาน้ำมันกลับเข้ามา ตัวซับพลายในระดับโลกคงลดลงจากเดิม เมื่อซับพลายโลกลดลงดีมานเพิ่มขึ้น ราคาก็คงต้องขึ้น แต่คงไม่สูงเท่าช่วงมีเหตุการณ์ สมหรับผลต่อจีดีพีนั้น ยังระบุไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าเศรษฐกิจโลกจะปรับยังไง เหตุการณ์ยังไม่นิ่ง ที่ประเมินแบบนี้ เพื่อดูว่าจะมีมาตรการช่วยพี่น้องประชาชนอย่างไร”นายดนุชา กล่าว -สมมติฐานที่ 2 ยืดเยื้อ 3 เดือน เสี่ยง Stagflation หากความขัดแย้งรุนแรงขึ้นแต่ยังไม่ขยายวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มมากขึ้น เรืออาจจะผ่านไม่ได้ และยืดยาวเป็นเวลา 3 เดือน จะทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และบางประเทศเผชิญภาวะ Stagflation -ในกรณีนี้ ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อไทยอาจพุ่งขึ้นถึง 1.9% -สมมติฐานที่ 3: สงครามขนาดใหญ่ แต่ประเมินว่าโอกาสเกิดขึ้นน้อย น้ำมันทะลุ 120 ดอลลาร์ กรณีเลวร้ายสุด หากเกิดสงครามขนาดใหญ่และยืดเยื้อเกิน 3 เดือน แม้มีโอกาสเกิดไม่มาก แต่ต้องเฝ้าระวัง โดยราคาน้ำมันอาจพุ่งเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และเงินเฟ้อมีโอกาสทะลุกรอบเป้าหมาย 3% “กรณีนี้ตัวใครตัวมัน แต่ละประเทศต้องอยู่ให้ได้ โดยน้ำมันจะเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เงินเฟ้อคาดการณ์ไม่ได้ แต่สูงกว่ากรอบที่ประเมินไว้แน่นอน”นายดนุชา กล่าว -ปัญหาสำคัญตอนนี้คือ เรื่อง ราคาพลังงาน ขณะที่แก๊สไม่ได้ประเด็น เพราะว่าแก๊ส เราผลิตเองได้ในอ่าว และใช้สำหรับผลิตไฟฟ้าประมาณ 60% กว่าของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ ภาคอุตสาหกรรมใช้อยู่บางส่วน ซึ่งหากไปดูการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของอุตสาหกรรม ซึ่งอุตสาหกรรมการผลิตรวมถึงไฟฟ้าด้วย มันใช้อยู่ 248,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อปี ของปี 2568 -ดังนั้น หากดูเรื่องราคาน้ำมันว่าจะส่งผ่านไปยังกลุ่มไหนบ้าง จะอยู่ที่ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ที่จะต้องเข้าไปดูแลก่อน คือ -ภาคเกษตร ที่มีการใช้น้ำมันดีเซล 1,800 ล้านลิตรต่อปี -ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ส่วนใหญ่ใช้น้ำมันเตา และแก๊ส อยู่ประมาณ 1,600 ล้านลิตรต่อปี -ภาคขนส่ง ใช้น้ำมันดีเซล 18,000 ล้านลิตรต่อปี “ถ้ากลุ่มพวกนี้กระทบ ไม่ว่าจะเป็น ขนส่ง เหมืองแร่ อุตสาหกรรม ค้าส่ง เกษตร ก่อสร้าง ค้าปลีก กระทบแล้ว จีดีพีเรา เมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน ทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาท จะกระทบจีดีพี ไทยลดลงประมาณ 0.02% (ยังไม่รวมผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก) ซึ่งอาจกระทบน้อยกว่านี้ก็ได้”นายดนุชา กล่าว -ในวันนี้ จะมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลขึ้นไป ซึ่งก็เป็นการปรับเป็นขั้นตอน ไม่ได้ปรับทีเดียว เพราะหากย้อนไปดูเรื่องการปรับราคาน้ำมันดีเซล เวลาน้ำมันในตลาดโลกปรับสูงขึ้น ไม่ได้มีการปรับขึ้นทีเดียว 2 บาท แต่จะพิจารณาปรับเป็นหลักสตางค์เท่านั้น เพื่อลดผลกระทบกับพี่น้องประชาชน และภาคธุรกิจ -ช่วงหลังเหตุการณ์ เราสามารถใช้โอกาสในการเร่งส่งออก หรือ ทำในเรื่องของการผลิตเพื่อส่งออกได้มากขึ้น เพราะเรื่องอาหาร เป็นสิ่งสำคัญ หากทำได้ การลดลงของจีดีพีอาจไม่ได้ลดลงมาก เล็งมาตรการพยุงค่าครองชีพ-ต้นทุนธุรกิจ -ภาครัฐเตรียมมาตรการรองรับเบื้องต้น ได้แก่ ควบคุมราคาสินค้าจำเป็น ,จัดโครงการช่วยลดค่าครองชีพ (ลักษณะธงฟ้า) , ดูแลต้นทุนภาคเกษตร โดยเฉพาะราคาปุ๋ย และส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล -ประสานงานด้านการค้าระหว่างประเทศ เพื่อรักษาช่องทางส่งออกสินค้า โดยเฉพาะสินค้าอาหาร ซึ่งยังเป็นความต้องการหลักของตลาดโลก โดยช่วยประสานงาน ในตะวันออกกลาง ว่าพอจะเปิดช่องแคบ ฮอร์มุซ เพื่อส่งอาหารไปได้หรือไม่ เพื่อช่วยภาคธุรกิจ “จะมีมาตรการออกมา 2 ส่วน คือ เรื่องของพลังงาน ในเรื่องของน้ำมัน ในการเพิ่มทางเลือก ที่เป็น ไบโอดีเซล ไบโอแก๊สโซลีน หรือ E20 เพิ่มขึ้น เพื่อทำให้คนมีทางเลือกในการใช้พลังงาน แต่ว่าแน่นอน การตรึงราคาไว้ ยังไง ณ วันนี้ กองทุนใช้เงินไปค่อนข้างเยอะ ดังนั้นต้องมีการปรับเพดานขึ้นมา เพื่อลดภาระกองทุน เพราะสุดท้าย ภาระเงินกองทุนที่เป็นหนี้ จะถูกกลับไปเป็นหนี้สาธารณะ และกระทบฐานะทางการคลัง และอีกส่วนหนึ่ง รออำนาจเต็ม เพราะด้วยรัฐบาลรักษาการทำอะไรมากไม่ได้ ทั้ง ภาษี และพ.ร.ก. ถ้ารัฐบาลตั้งเมื่อไหร่ เรื่องที่จะเป็นตัวปลดล็อกทำให้ ทำให้กองทุนน้ำมันสามารถกู้เงินได้ มีคลังค้ำประกันได้ ก็จะเริ่มทำงานได้ ตรงรัฐบาลใหม่เข้ามา”นายดนุชา กล่าว ย้ำพลังงานยังมีเพียงพอ ขออย่าตื่นตระหนก -สศช.ยืนยันว่า ปริมาณน้ำมันในประเทศยังเพียงพอ และขอความร่วมมือประชาชนไม่ตื่นตระหนก เพื่อป้องกันปัญหาการแห่กักตุน ซึ่งอาจกระทบต่อระบบการจัดสรร |