| Krungthai COMPASS ชี้เทรนด์ Longevity Food โอกาสใหม่ศก.ไทย รับกระแส Healthspan หนุนตลาดอาหารมูลค่าเพิ่มสูงโตเฉลี่ย 6.7% ต่อปี แตะ 3.2 หมื่นล้านบาทในปี 78 พร้อมประเมินหากลดผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้ 5% ช่วยลดต้นทุนสุขภาพทางศก.ราว 1.41 แสนลบ.ต่อปี ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยรายงานวิเคราะห์ทิศทางและโอกาสทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรม “Longevity Food” (อาหารเพื่ออายุยืน) โดยมีดร.สุปรีย์ ศรีสำราญ ผู้อำนวยการฝ่าย , นายปราโมทย์ วัฒนานุสาร นักวิเคราะห์ และนายกฤชนนท์ จินดาวงศ์ นักวิเคราะห์ ร่วมให้ข้อมูลโดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ ทิศทางและโอกาสทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรม “Longevity Food” (อาหารเพื่ออายุยืน) พบว่าเทรนด์การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อยืดช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) กำลังก้าวขึ้นเป็นวาระสำคัญระดับโลก และเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New S-Curve) ที่สำคัญสำหรับประเทศไทย ในการยกระดับภาคเกษตรกรรมจากการแข่งขันด้านราคาไปสู่สินค้ามูลค่าสูง พร้อมช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศได้อย่างมหาศาล โดยเทรนด์ Longevity หรือเศรษฐกิจเพื่ออายุยืน (Longevity Economy) ได้รับความสนใจอย่างมากบนเวทีระดับสากล เช่น การประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลก (World Bank) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) รวมถึงสอดรับกับนโยบาย Re-invent Thailand ของภาครัฐ ภาคเกษตรและอาหารของไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้าง จากเดิมที่ผลิตสินค้าเกษตรโภคภัณฑ์ ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ไปสู่การแปรรูปสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยอาศัยเทคโนโลยี นวัตกรรม และนโยบายสนับสนุน เช่น กรอบสิทธิประโยชน์ของ BOI ในกลุ่มอุตสาหกรรมชีวภาพ ตลาด Longevity Food ไทย โอกาสโต 2 เท่า รับเทรนด์สุขภาพยืนยาว ในช่วงปี 2559 - 2564 อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 76.8 ปี เป็น 77.6 ปี ในทางกลับกัน อายุขัยเฉลี่ยที่มีสุขภาพดี (Healthy Lifespan) กลับลดลงจาก 67.2 ปี เหลือเพียง 65.8 ปี ส่งผลให้เกิดช่องว่างระหว่างอายุขัยกับการมีสุขภาพดีกว้างขึ้นเกิน 10 ปี หมายความว่าคนไทยต้องเผชิญกับภาวะเจ็บป่วยหรือติดเตียงในช่วงบั้นปลายชีวิตยาวนานกว่าทศวรรษ สร้างภาระค่าใช้จ่ายทางการแพทย์อย่างมหาศาล โดยมูลค่าตลาด Longevity Food ของไทยที่เติบโต สะท้อนโอกาสจากเทรนด์ Healthspan ที่กําลังมาแรง ซึ่งตลาด Longevity Food ในกลุ่มที่มีมูลค่าเพิ่มสูงของไทยมีโอกาสเติบโตมากกว่า 2 เท่าภายในปี 2578 โดยกรณีฐานประเมินว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มจากราว 1.57 หมื่นล้านบาท ในปี 2567 หรือ 462 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ เป็น 3.20 หมื่นล้านบาท ในปี 2578 หรือ 943 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเติบโตเฉลี่ย 6.7% ต่อปี (CAGR)จากแรงหนุนของผู้บริโภคที่ให้ความสําคัญกับ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและมีความเต็มใจจ่าย เพื่อสุขภาพมากขึ้น สะท้อนจากสัดส่วนคนไทยที่ให้ความสําคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่ง คาดว่าจะเพิ่มจาก 17% ในปี 2567 เป็น 42.5% ใน ปี 2578 ขณะที่สัดส่วนผู้บริโภคที่ยอมจ่ายเพื่อสินค้า และบริการด้านสุขภาพเพิ่มจาก 20% เป็น 40% ประกอบกับจํานวนประชากรอายุ 30 ปีขึ้นไปที่เพิ่ม จาก 46.1 ล้านคนเป็น 48.7 ล้านคน และจํานวน ผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่คาดว่าจะเพิ่มจาก 21.99 ล้านคน เป็น 29.83 ล้านคน จะเป็นปัจจัยที่ช่วยขยายฐานความ ต้องการ Longevity Food ในระยะยาว Longevity Food ช่วยลดต้นทุนศก. จากผู้ป่วย NCDs ได้ 4.4 เท่า หรือ 1.41 แสนลบ./ปี
แม้ Longevity Food จะยังไม่มีนิยามที่ชัดเจน แต่เป็นแนวคิดที่มองการบริโภคอาหารที่ช่วยให้การมีสุขภาพดีนานขึ้น ครอบคลุมตั้งแต่อาหารพื้นฐานที่มีสารอาหารจำเป็นต่อร่างกาย เช่น ผักผลไม้ ถั่วและธัญพืช รวมถึงอาหารที่ใช้วัตถุดิบจากพืชที่ให้โปรตีนสูงและไม่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ (Plant-based Food) และผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้จากผลิตผลทางการเกษตรที่ปลอดจากสารเคมีและยาฆ่าแมลง (Organic Food) ไปจนถึง ผลิตภัณฑ์อาหารที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงในการส่งเสริมสุขภาพด้านต่างๆ (Functional Food) โดยกลุ่มเหล่านี้สามารถบริโภคได้ทุกช่วงวัย ซึ่งนิยามที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ Longevity Food ไม่รวมอาหารทางการแพทย์ (Medical Food) ที่เน้นเฉพาะผู้ป่วย ซึ่งเมื่อคนไทยสุขภาพดีขึ้น ไม่เพียงธุรกิจที่เติบโต แต่ภาครัฐยังมีโอกาส ลดภาระงบประมาณสาธารณสุขภายใต้สมมติฐานที่จํานวนผู้ป่วย NCDs ลดลง 5% คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจได้ราว 1.41 แสนล้านบาทต่อปี หรือประมาณ 4.4 เท่าของมูลค่าตลาด Longevity Food โดย Longevity Food จะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของระบบการดูแลสุขภาพเชิง ป้องกัน เนื่องจากอาหารและโภชนาการเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสําคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และมีบทบาทในการลดปัจจัยเสี่ยงของ NCDs ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ WHO ที่ระบุว่า การมี โภชนาการที่เหมาะสมและลดปัจจัยเสี่ยงด้านอาหารเป็นส่วนสําคัญในการป้องกัน NCDs เช่น เบาหวาน โรคหัวใจ และมะเร็งบางชนิด ทําให้คาดว่าจํานวน ผู้ป่วย NCDs ไทยในปี 2578 จะอยู่ที่ราว 29.83 ล้าน คน ซึ่งใช้เป็นกรณีฐานในการประเมินมูลค่าตลาด Longevity Food และลดลงจากการประเมินใน กรณีปกติที่อยู่ที่ราว 31.4 ล้านคน หรือลดลงราว 1.57 ล้านคน ทั้งนี้ จากการรวบรวมค่าใช้จ่ายรายคนต่อปี ของผู้ป่วย NCDs โดยเฉลี่ยอยู่ที่ราว 9 หมื่นบาท Longevity Food ไทยมีมูลค่า 1.5 หมื่นลบ. ลุ้นเป็น Hub ภูมิภาค ปัจจุบันตลาด Longevity Food ของไทยมีมูลค่าประเมินอยู่ที่ประมาณ 15,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าที่นับรวมการระบุข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพ (Health Claims) แม้ปัจจุบันสัดส่วนตลาดจะยังไม่สูงมากเมื่อเทียบกับตลาดอาหารพื้นฐาน (Basic Food) ที่มีมูลค่าราว 1 ล้านล้านบาท หรือตลาดอาหารสุขภาพทั่วไป (Health Food) ที่มีมูลค่าราวหลักแสนล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมายังมีข้อจำกัดเรื่องการอนุมัติใช้ Health Claims บนบรรจุภัณฑ์ โดยมองว่าแม้สัดส่วนตลาดในปัจจุบันจะยังไม่ใหญ่นัก แต่ Longevity Food ถือเป็นสินค้าที่มีศักยภาพทำกำไรสูงมาก เพราะผู้บริโภคมีความเต็มใจจ่ายสูงกว่าอาหารทั่วไป ผู้ประกอบการจึงสามารถบวกราคาเพิ่มได้ ทำให้มีอัตรากำไรที่ดีกว่าอาหารพื้นฐานทั่วไปอย่างชัดเจน สำหรับโอกาสในการก้าวสู่ Hub ของภูมิภาค มองว่าประเทศไทยมีแต้มต่อสำคัญจากความหลากหลายทางชีวภาพ วัตถุดิบทางการเกษตร และสมุนไพร ผสานกับเทรนด์ความต้องการอาหารสุขภาพที่เติบโตทั้งในไทยและระดับโลก จึงมีโอกาสสูงมากที่ไทยจะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง (Hub) ด้านอาหารสุขภาพและ Longevity ของภูมิภาคได้ในอนาคต แนะผู้ประกอบการไทยเร่งยกระดับสินค้า Longevity Food พร้อมแนะภาครัฐ Krungthai COMPASS แนะนำให้ผู้ประกอบการอาหารไทยเร่งยกระดับสินค้าในกลุ่ม Longevity Food ให้มีการกล่าวอ้างทางสุขภาพที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เป้าหมายสุขภาพเฉพาะด้านของผู้บริโภค พร้อมสร้างความร่วมมือกับผู้เล่นใน Health Ecosystem ตั้งแต่ ผู้ผลิตสารอาหาร ห้องปฏิบัติการ สถาบันวิจัย นักโภชนาการ ไปจนถึงโรงพยาบาล คลินิก และ Wellness Center ต่อยอดสู่บริการการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและโภชนาการเฉพาะบุคคล ที่ตอบโจทย์สุขภาพรายบุคคล ตลอดจนสร้างความเข้าใจให้กับผู้บริโภคในด้านโภชนาการและผลลัพธ์ทางสุขภาพที่สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละช่วงวัย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับธุรกิจอาหารไทยสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมและองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ทั้งนี้ไทยมีฐานอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารที่แข็งแกร่งอย่างมาก เพราะมีความหลากหลายทางด้านชีวิภาพ และวัตถุดิบสมุนไพรของไทย ด้านฐานการผลิต-อุตสาหกรรมการเกษตรและอาหาร มีความแข็งแกร่งเช่นกัน ซึ่งภาคเกษตรและอาหารแปรรูปสามารถสร้างรายได้รวมสูงถึง 4 ล้านล้านบาท โดยมีผู้ประกอบการราว 1 แสนราย เกิดการจ้างงานมากกว่า 1.2 ล้านคน พร้อมทั้งภาคอาหารไทย มีความพร้อมด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เข้าสู่เศรษฐกิจสุขภาพ โดยข้อเสนอแนะสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งทำเพิ่มเติม มองว่าควรเร่งพัฒนาระบบข้อความกล่าวอ้างทางสุขภาพ โดยปัจจุบัน อย. และสถาบันวิจัยต่างๆ กำลังตั้งเป้าขยาย Health Claims เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 150 ข้อความในปีนี้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาการอนุมัติเอกสารของผู้ประกอบการได้อย่างมหาศาล และเชื่อมโยงนโยบายสุขภาพเชิงป้องกันเข้ากับระบบนิเวศอุตสาหกรรมอื่นๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาด Longevity ทั้งระบบ |