| ||||||
.
***ผลการประเมินรายพื้นที่
ผลการประเมินชี้ว่า กรุงเทพมหานครได้รับความเสียหายสูงสุดราว 7,014 ล้านบาท คิดเป็นราว 57% ของความเสียหายทั้งหมด หรือเทียบเท่าราว 0.11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของกรุงเทพมหานครเอง สาเหตุสำคัญ คือ กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และ กิจกรรมเศรษฐกิจหลักเป็นภาคการค้าและบริการซึ่งต้องอาศัยการเดินทางของผู้บริโภคและแรงงาน แม้น้ำท่วมหนักจะกระจุกอยู่ฝั่งตะวันออกของเมือง และ ภาคการเงินหรืองานสำนักงานส่วนใหญ่ยังทำงานจากบ้านได้ ส่วนปริมณฑลได้รับความเสียหายราว 1,839 ล้านบาท โดยสมุทรปราการได้รับผลกระทบหนักที่สุดในกลุ่มนี้
ภาคตะวันออกได้รับความเสียหายเป็นอันดับสองราว 2,976 ล้านบาท โดยชลบุรีเสียหายมากที่สุดราว 2,101 ล้านบาท เนื่องจากน้ำท่วมเริ่มขึ้นก่อนพื้นที่อื่น พัทยามีน้ำท่วมขังสูงเกือบ 1 เมตร และเศรษฐกิจของจังหวัดพึ่งพาการท่องเที่ยว ค้าปลีก และโลจิสติกส์ท่าเรือ ซึ่งอ่อนไหวต่อการหยุดชะงักของการเดินทาง ขณะที่จังหวัดอุตสาหกรรมอื่นในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะน้ำท่วมมีลักษณะท่วมขังเป็นจุด และ ยังไม่พบรายงานว่านิคมอุตสาหกรรมแห่งใดต้องหยุดการผลิต ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ และ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความเสียหายต่อกิจกรรมเศรษฐกิจในช่วง 5 วันยังค่อนข้างจำกัด
ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า การบริโภค การท่องเที่ยว และ ภาคบริการในเขตเมืองเป็นช่องทางที่มีน้ำหนักมากที่สุด น้ำท่วมทำให้การจับจ่ายใช้สอยในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และ สถานบริการน้ำมันลดลง การเดินทางของแรงงานหยุดชะงัก และ วันหยุดพิเศษ 2 วันใน 4 จังหวัดทำให้วันทำงานหายไปในพื้นที่ที่มีขนาดเศรษฐกิจเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ขณะที่ในภาคตะวันออก น้ำท่วมขังในเมืองพัทยาและพื้นที่ท่องเที่ยวของจังหวัดชลบุรีทำให้นักท่องเที่ยวยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทาง และ รายได้ของธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และ บริการที่เกี่ยวเนื่องลดลง ความเสียหายในช่องทางนี้ส่วนใหญ่ไม่สามารถชดเชยคืนได้ โดยเฉพาะรายได้ของแรงงานรายวัน และ ผู้ประกอบการรายย่อย
ช่องทางถัดมา คือ โลจิสติกส์และการกระจายสินค้า ซึ่งได้รับผลกระทบจากถนนสายหลักที่ถูกน้ำท่วม และ การขนส่งสินค้าไปยังสาขาค้าปลีกในบางพื้นที่ เช่น บางกะปิ มีนบุรี และรังสิต ส่วนภาคการผลิต ได้รับผลกระทบทางอ้อมผ่านการเดินทางของแรงงานและ การขนส่งวัตถุดิบมากกว่าความเสียหายต่อโรงงานโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากมหาอุทกภัยปี 2554 อย่างมาก
ด้านระดับราคาสินค้า เริ่มเห็นการปรับขึ้นของราคาผักสด โดยเฉพาะผักใบอ่อน ซึ่งต้องติดตามอย่างต่อเนื่องถึงเทศกาลกินเจระหว่างวันที่ 10–18 ตุลาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ผลต่ออัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่า จะจำกัดและเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว สำหรับ ภาคเกษตร ความเสี่ยงสำคัญอยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งชัยนาท สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และ พระนครศรีอยุธยา ซึ่งระดับน้ำยังเพิ่มขึ้นในช่วงที่ข้าวนาปีใกล้เก็บเกี่ยว ความเสียหายต่อผลผลิตจะปรากฏชัดเจนหลังน้ำลด และ มีการสำรวจพื้นที่จริง
.
***นัยต่อเศรษฐกิจไทยปี 2569
ความเสียหายในกรณีฐานเทียบเท่าราว 0.06% ของ GDP ทั้งปี หรือ ราว 0.26% ของ GDP ไตรมาส 3/69 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัว โดย GDP ไตรมาส 2 ขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ศูนย์พยากรณ์ฯ ประเมินว่า ผลกระทบดังกล่าวยังไม่รุนแรงถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจทั้งปี แต่เพิ่มแรงกดดันด้านต่ำต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี โดยเฉพาะหากสถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยายืดเยื้อเข้าสู่ไตรมาส 4
***ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
ศูนย์พยากรณ์ฯ เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินการใน 3 ด้าน
ด้านแรก คือ การเยียวยาที่รวดเร็วและตรงกลุ่ม โดยให้น้ำหนักกับแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบการรายย่อยในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งไม่ได้รับความคุ้มครองจากระบบประกันสังคม ควบคู่กับมาตรการพักชำระหนี้ และ/หรือ สินเชื่อฟื้นฟูสำหรับธุรกิจที่ได้รับความเสียหาย
ด้านที่สอง คือ การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาเพื่อลดความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรม และ นิคมอุตสาหกรรมในภาคกลางตอนล่าง พร้อมเร่งสำรวจความเสียหายด้านการเกษตรเพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือโดยเร็ว
ด้านที่สาม คือ การดูแลราคาและปริมาณสินค้าจำเป็นอย่างต่อเนื่องจนถึงเทศกาลกินเจ ขณะเดียวกันก็ควรเร่งลงทุนยกระดับระบบระบายน้ำของกรุงเทพมหานคร
.












