| “ศุภจี” มั่นใจ FTA ไทย-EU รอบ 10 ปิดดีลได้ ลุ้นดัน GDP ทะลุ 3% จ่อถกภูเก็ต 28 ก.ย.นี้ ด้านสถานการณ์สงคราม รับยืดเยื้อ-รุนแรง ทีมเศรษฐกิจเร่งอัดแพ็กเกจช่วยประชาชนรับมือวิกฤติพลังงาน ชง ครม. 22 ก.ย.นี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ครั้งที่ 2/2569 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานว่า การประชุมวันนี้เป็นการหารือเพื่อให้แต่ละหน่วยงานนำเสนอประเด็นที่ยังมีข้อกังวลหรือมีความอ่อนไหว เพื่อกำหนดเป็นแนวนโยบายและท่าทีสำหรับการเจรจา FTA ไทย-EU รอบที่ 10 ให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและสามารถผลักดันไปสู่ความสำเร็จได้ โดยจากผลการศึกษาของสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา (IFD) ระบุว่า หากการเจรจา FTA ไทย-EU ประสบความสำเร็จ จะช่วยเพิ่มอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยได้อีก 1.28% ซึ่งจะทำให้ GDP รวมขยับขึ้นไปอยู่ในระดับมากกว่า 3% จากปัจจุบันที่ขยายตัวในระดับกว่า 2% พร้อมคาดว่าจะช่วยเพิ่มการส่งออกของไทยได้อย่างน้อย 2.8% สำหรับการเจรจารอบที่ 10 จะจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. 2569 เป็นระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ โดยการหารือในวันนี้ยังไม่มีประเด็นใดที่น่าหนักใจ และทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการผลักดันรายละเอียดที่ยังคงเหลืออยู่ เพื่อให้สามารถกำหนดท่าทีและหาข้อสรุปได้ “อยากให้ทุกหน่วยงานเข้าใจรายละเอียดในเรื่องท่าที โดยมีทั้งท่าทีหลักในการคุยเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ที่สูงสุด ท่าทีสำรองว่าหากไม่ได้ และท่าทีสุดท้ายที่เราสามารถให้ได้อยู่ตรงไหน” นางศุภจี กล่าว ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดตลาดกับสหภาพยุโรป โดยมองว่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และเปิดโอกาสให้ไทยลดการพึ่งพาตลาดเดิม ขณะเดียวกันยังต้องการให้ทุกหน่วยงานร่วมกันผลักดันการเจรจา เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดและทำให้โครงสร้างการค้าของไทยมีความสมดุลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การบรรลุ FTA ไทย-EU ไม่ได้ส่งผลเฉพาะการเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับ EU เท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความน่าสนใจของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติจากประเทศอื่น เช่น สหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ที่เข้ามาลงทุนในไทย เนื่องจากไทยจะมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีในการเข้าถึงตลาด EU ที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพของไทยในฐานะฐานการลงทุนและการผลิต สำหรับการเจรจาที่ผ่านมา ไทยได้หารือกับ EU ในรอบที่ 9 ถึงประเด็นที่มีความอ่อนไหวและมีความละเอียดอ่อน โดยหลักการคือประเด็นใดที่สามารถเปิดตลาดและสร้างประโยชน์ร่วมกันได้ก็พร้อมที่จะเปิด ขณะที่ประเด็นที่มีความอ่อนไหวจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยการเจรจารอบที่ 10 คาดว่าจะไม่มีประเด็นที่ติดขัดอย่างมีนัยสำคัญ โดยรายละเอียดที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นขั้นตอน Legal Scrub หรือการตรวจสอบและปรับถ้อยคำทางกฎหมายของร่างข้อตกลง รวมถึงการจัดทำถ้อยคำให้ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกัน “รอบที่ 10 เป็นรอบที่คิดว่าจะไม่มีอะไรติดขัด ที่เหลือจะเป็น Legal Scrub และจัดทำถ้อยคำให้เข้าใจระหว่าง 2 ฝ่าย ซึ่งเรื่องพวกนี้ไม่ได้ใช้ระยะเวลาสั้น เพราะการเจรจาการค้าลักษณะนี้ต้องมีความระมัดระวังในเรื่องของถ้อยคำอย่างมาก ดังนั้นในรอบที่ 10 จะปิดส่วนที่เหลือให้หมด เหลืออีก 1 ใน 3 เท่านั้น” นางศุภจี กล่าว อย่างไรก็ตาม แม้การเจรจาจะสามารถปิดรายละเอียดได้ แต่กว่าข้อตกลงจะมีผลบังคับใช้อาจต้องใช้ระยะเวลาอีกประมาณ 1 ปี เนื่องจากหลังจากจัดทำร่างข้อตกลงและลงนามเรียบร้อยแล้ว จะต้องเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาตามขั้นตอนต่อไป ทีม ศก. ระดมถกรับมือวิกฤติพลังงาน เตรียมชงแพ็กเกจช่วยประชาชนเข้าครม.22 ก.ย.นี้ สำหรับสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ยอมรับว่า สถานการณ์มีความยืดเยื้อมากกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงก่อนหน้า และคงตอบไม่ได้ว่าจะคลี่คลายในช่วงเวลาใด ดังนั้นเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นัดประชุมร่วมกับนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายวราวุธ ศิลปะอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และตนเอง โดยการหารือในครั้งนี้ เพื่อหาแนวทางและมาตรการรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ตามคำสั่งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยคาดว่าจะมีการสรุปมาตรการเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 22 ก.ย.นี้ “นายกฯได้มอบหมายให้หารือถึงการจัดทำมาตรการช่วยเหลือประชาชนแบบบูรณาการร่วมกันหลายกระทรวง โดยกระทรวงพาณิชย์จะรับผิดชอบดูแลในส่วนปลายน้ำ ได้แก่ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร ตลอดจนการส่งเสริมการใช้พืชพลังงานชีวภาพเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร”นางศุภจี กล่าว ขณะที่เดียวกัน การเข้าร่วมประชุมของรองนายกฯนายปกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาข้อกฎหมายและระเบียบในการจัดหาแหล่งเงินมาใช้บริหารจัดการราคาพลังงานอย่างเหมาะสม ต้องดูเรื่องกฎระเบียบว่าการที่เราจะนำเงินมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนพลังงาน งบกลางที่เหลืออยู่ หรือจากเงินกู้ตามพ.ร.บ.กู้เงินฯ มาดูแลประชาชน ทั้งนี้ มาตรการทั้งหมดจะต้องผ่านการพิจารณาและเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. อย่างเป็นทางการ “สถานการณ์พลังงานในตลาดโลก ความขัดแย้งในต่างประเทศมีแนวโน้มยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่ประเมินไว้เดิม โดยเฉพาะการปิดเส้นทางเดินเรือบริเวณทะเลแดง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์เคยพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันสิงคโปร์เคยแตะระดับ 195 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล”นางศุภจี กล่าว สำหรับสถานการณ์เงินเฟ้อของไทย ยอมรับว่ายังอยู่ในระดับต่ำ โดยหากดูตัวเลขอัตราเงินเฟ้อของไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี ยังคงอยู่ต่ำกว่า 2% และคาดว่าภาพรวมทั้งปีจะไม่เกินกรอบเป้าหมาย 3% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น สิงคโปร์ที่อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงเกิน 6% ขณะที่ราคาน้ำมันในประเทศไทย แม้จะปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำหากเทียบกับในหลายประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากรัฐบาลยังคงอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ประมาณ 39–40 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในสิงคโปร์พุ่งสูงเกิน 100 บาทต่อลิตร และเบนซินสิงคโปร์สูงถึง 88 บาทต่อลิตร นอกจากนี้ การบริหารจัดการราคาน้ำมันในรอบนี้ จะถอดบทเรียนจากการอุดหนุนในอดีต โดยจะปล่อยให้ราคาเคลื่อนไหวตามกลไกธรรมชาติบางส่วน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างตามมา แจงบทบาทพาณิชย์ คุมป้ายราคา-หัวจ่าย ไม่ใช่คนกำหนดราคาน้ำมัน ขณะที่ความเข้าใจผิดของประชาชนเกี่ยวกับบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ โดยย้ำว่าผู้มีอำนาจกำหนดโครงสร้างราคาน้ำมันคือ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมีพระราชบัญญัติและกฎหมายเฉพาะกำกับดูแล ส่วนบทบาทของกระทรวงพาณิชย์ คือการกำกับดูแลในฐานะสินค้าควบคุม เพื่อให้ผู้ค้าปิดป้ายแสดงราคาชัดเจน ขายตรงตามป้ายประกาศ และตรวจสอบหัวจ่ายน้ำมันให้เต็มลิตรเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค “คนยังเข้าใจผิดอยู่เลยว่าพาณิชย์เป็นคนกำหนดราคาน้ำมัน ทำไมไม่ทำให้ถูก นั่นเพราะว่าทำไม่ได้ แต่พาณิชน์คุมได้ในลักษณะที่ว่า ถ้าเขาประกาศ 40 ต้องขาย 40 ต้องติดป้าย 40 ถ้าขายไม่ตามป้าย และไม่ติดป้าย อันนี้ไม่ได้ จะต้องเข้าไปจัดการโดยใช้มาตรการ หรือเติมหัวจ่ายไม่เต็ม อันนี้หน้าที่พาณิชย์ แต่เรื่องราคานั้นเป็นอีกหน่วยงานหนึ่ง คนมาเข้าใจผิดว่าทำไมไม่แก้ต้นทาง ไม่ไปลดราคาน้ำมัน เพราะทำไม่ได้ มันมี พ.ร.บ. ของเขาอยู่”นางศุภจี กล่าว อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |