| สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | | บล.ยูโอบี เคย์เฮียน | ซื้อ | 46.00 | | บล.หยวนต้า | ซื้อ | 45.00 | | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 45.00 | | บล.ทรีนีตี้ | ซื้อ | 42.00 | | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 40.00 | | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 40.00 | | บล.เอเซีย พลัส | ขาย | 36.00 | | บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส | ถือ | 34.00 | | บล.ทิสโก้ | ถือ | 31.00 | สรุปปัจจัยบวก+ กำไรสุทธิ 1Q69 ฟื้นตัวแกร่ง: รายงานกำไรสุทธิ 3.2 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุนใน 4Q68 และ 1Q68 ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า, บล.เอเซีย พลัส, บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส, บล.ยูโอบี เคย์เฮียน) + กำไรปกติ (Core Profit) เติบโตโดดเด่น: อยู่ที่ประมาณ 6.2 - 6.4 พันล้านบาท (บางโบรกให้ตัวเลขถึง 9.7 พันล้านบาท) พลิกจากขาดทุนหนักในไตรมาสก่อนหน้า (บล.ทิสโก้, บล.เอเซีย พลัส, บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส) + ค่าการกลั่น (Market GRM) พุ่งสูง: ปรับตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 16.7 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 111% QoQ และ 391% YoY (บล.ทิสโก้, บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส) + ธุรกิจโรงกลั่นและอะโรเมติกส์กลับมาเดินเครื่องปกติ: อัตราการใช้กำลังการผลิต (U.rate) โรงกลั่นสูงถึง 103% และอะโรเมติกส์ 89% หลังผ่านช่วงปิดซ่อมบำรุงใหญ่ (บล.หยวนต้า, บล.เอเซีย พลัส, บล.บัวหลวง, บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ) + บันทึกกำไรพิเศษหลายรายการ: มีกำไรจากสต็อกน้ำมันและ NRV ประมาณ 7.1 - 7.2 พันล้านบาท และกำไรจากการขายสินทรัพย์ (Tank & Terminal) อีก 3.3 พันล้านบาท (บล.ทิสโก้, บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ) + ต้นทุนก๊าซลดลง: ได้ประโยชน์จากการสิ้นสุด Single Gas Pool ช่วยให้ต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตโอเลฟินส์ต่ำลง (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า, บล.เอเซีย พลัส) + แนวโน้ม 2Q69 ธุรกิจปิโตรเคมีเร่งตัว: ราคา HDPE ปรับขึ้นเกิน 1,500 ดอลลาร์ต่อตัน และ Spread ผลิตภัณฑ์กลุ่ม PE/PP แข็งแกร่งขึ้น (บล.หยวนต้า, บล.เอเซีย พลัส, บล.เคจีไอ, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส) + Upside จากความร่วมมือทางธุรกิจ: โอกาสในการจัดตั้ง JV ร่วมกับ SCC ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน (บล.หยวนต้า, บล.กรุงศรี, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส) + ปรับประมาณการกำไรปี 2569 ขึ้น: คาดการณ์กำไรทั้งปีอยู่ในกรอบ 1.0 - 1.3 หมื่นล้านบาท (บล.หยวนต้า, บล.บัวหลวง, บล.กรุงศรี) สรุปปัจจัยลบ- ต้นทุนน้ำมันดิบ (Crude Premium) พุ่งสูงใน 2Q69: คาดพรีเมียมน้ำมันเดือน เม.ย.-พ.ค. จะปรับขึ้นแตะ 4.0 - 4.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (หรือประมาณ 40-45 เหรียญ) จากเดิมเพียง 1.5 ดอลลาร์ใน 1Q69 (บล.ทิสโก้, บล.หยวนต้า, บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้) - รายการพิเศษกดดันกำไร: มีการบันทึกขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) สูงถึง 7.9 - 8.0 พันล้านบาท และการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ (Impairment) ในโครงการต่างๆ เช่น GCP Polyols และ PTTGC America รวมกว่า 6.6 - 9.3 พันล้านบาท (บล.ทิสโก้, บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส) - ความเสี่ยงจากสถานการณ์สงคราม: หากสงครามคลี่คลายอาจทำให้ไม่มีกำไรสต็อกน้ำมันก้อนใหญ่ และเสี่ยงที่จะกลับมาบันทึกเป็นขาดทุนสต็อกแทน (บล.หยวนต้า, บล.เอเซีย พลัส, บล.ทรีนีตี้) - ธุรกิจ Intermediate Chemicals ยังอ่อนแอ: ประสบปัญหาการหยุดซ่อมบำรุง MEG และมาร์จิ้นที่ลดลง (บล.ทิสโก้, บล.เอเซีย พลัส) - ความต้องการใช้ปิโตรเคมีในระยะยาว: กังวลผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อสูงที่อาจกดดัน Demand และจะมีกำลังการผลิตใหม่จากตลาดโลกเข้ามาเพิ่มในปี 2028 (บล.ทรีนีตี้, บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส) - ราคาหุ้นสะท้อนปัจจัยบวกไปมากแล้ว: ราคาปัจจุบันเริ่มเต็มมูลค่าพื้นฐาน และอาจเผชิญแรงขายทำกำไรหากสถานการณ์ตึงเครียดลดลง (บล.เอเซีย พลัส)
|