| สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 21 พ.ค. 69 | ชื่อโบรก | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย | | บล.ยูโอบีเคย์เฮียน | ซื้อ | 43.00 บาท | | บล.ทิสโก้ | ซื้อ | 42.00 บาท | | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 41.00 บาท | | บล.กรุงศรี | Buy | 40.00 บาท | | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 40.00 บาท | | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 40.00 บาท | | บล.ทรีนีตี้ | ถือ | 35.00 บาท | สรุปปัจจัยบวก+ เป็นหุ้นปันผลที่น่าสนใจและสม่ำเสมอในระยะยาว โดยคาดให้อัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) ประมาณ 5-6% ต่อปี ช่วยจำกัด Downside (บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป, บล.บัวหลวง) + มีโครงสร้าง integrated supply chain ครบวงจร ทำให้ยืดหยุ่นและรับมือกับวิกฤตต้นทุนพลังงานได้ดีกว่าผู้เล่นเดี่ยว (บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป) + ฐานะการเงินและงบดุลแข็งแกร่ง มีสภาพคล่องสูง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อทุน (Net Debt to Equity) ต่ำกว่า 1 เท่า (บล.ทรีนีตี้, บล.ฟิลลิป) + คาดการณ์กำไรจากการดำเนินงานใน 2Q69 (หรือ 2Q26) จะเติบโตขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากความต้องการใช้ก๊าซตามฤดูกาลที่เข้าสู่ช่วงสูงสุด และได้อานิสงส์จากระยะเวลาหน่วงด้านราคา (pricing lag) หนุนส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทลูก (PTTEP, PTTGC) และหน่วยธุรกิจก๊าซเพิ่มเติม (บล.เคจีไอ, บล.ยูโอบีเคย์เฮียน) + ตลาดน้ำมันดิบโลกยังคงเผชิญภาวะขาดแคลนอุปทานสุทธิประมาณ 2.3 MBD จากผลกระทบความกังวลการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจต้องใช้เวลา 3-8 เดือนกว่าการผลิตและส่งออกจะกลับสู่ระดับปกติ (บล.เคจีไอ) + คาดกำไรปกติโตเฉลี่ย 19% CAGR ในช่วงปี 2026-2028F หนุนโดยธุรกิจก๊าซฯ ที่รัฐแทรกแซงลดลง ทำให้โรงแยกก๊าซฯ ไม่ต้องแบกภาระหนักเหมือนช่วงปี 2024-2025 และโครงสร้างการผลิตโรงกลั่น/ปิโตรเคมีทั่วโลกฟื้นตัว (บล.กรุงศรี) + การดำเนินธุรกิจมีความต่อเนื่อง (YTD) ไม่ประสบปัญหาต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดดำเนินงานเหมือนผู้ผลิตรายอื่นทั่วโลกที่ขาดแคลนวัตถุดิบ (บล.กรุงศรี) + มีความคืบหน้าต่อเนื่องในการปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ (Asset Monetization) โดยอยู่ระหว่างโอนสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานพลังงานจาก IRPC ไปยัง PTT Tank และเริ่มพิจารณาสินทรัพย์ภายใต้ OR รวมถึงศึกษาการขายหุ้นบางส่วนให้พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป) + ผลการดำเนินงานของธุรกิจก๊าซในปี 2026 มีแนวโน้มดีขึ้นจากต้นทุนก๊าซที่ลดลงตามโครงสร้างราคาใหม่ และปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น โดยมีโครงการลดต้นทุนเพื่อคงเป้าหมายสร้าง EBITDA ส่วนเพิ่มได้ราว 2.6 หมื่นล้านบาทในปี 2026 (บล.บัวหลวง) สรุปปัจจัยลบ- กำไรระยะสั้นยังมีความผันผวนสูงตามวงจรพลังงานและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยกำไรในไตรมาสถัดไป (ปี 2026) อาจได้รับแรงกดดันจากต้นทุนโรงกลั่นที่เพิ่มขึ้นตาม crude premium ในเดือนเมษายน (บล.ทรีนีตี้, บล.เคจีไอ, บล.บัวหลวง) - ความเสี่ยงจากการสูญเสียกำไรจากสต็อกน้ำมัน (stock loss) หากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงจากระดับสูงลงมาใกล้ระดับ 80 เหรียญ/บาร์เรล รวมถึงความเสี่ยงจากการขาดทุนป้องกันความเสี่ยง (hedging loss) (บล.ทรีนีตี้) - เผชิญความเสี่ยงด้านนโยบายและมาตรการแทรกแซงจากภาครัฐ (policy risk) รวมถึงภาระเงินทุนหมุนเวียน (working capital) ที่เพิ่มขึ้นในระยะสั้น (บล.ทรีนีตี้, บล.กรุงศรี) - ต้นทุนทางการเงินเพิ่มสูงขึ้น จากการเร่งกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบให้มีความหลากหลายมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง (บล.ยูโอบีเคย์เฮียน) - ดีลความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตร (โครงการ Genesis สำหรับธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี) มีความเสี่ยงที่จะล่าช้ากว่าแผนเดิม (จากเดิมที่ตั้งเป้าปิดดีลภายในสิ้นปี 2026) เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาพลังงาน ทำให้พาร์ทเนอร์ต้องทบทวนสมมติฐานและมูลค่าธุรกิจใหม่ (บล.กรุงศรี, บล.ทิสโก้, บล.ฟิลลิป) - ราคา LNG ที่ปรับตัวสูงขึ้นในตลาดโลก อาจเข้ามาจำกัดอานิสงส์การลดลงของต้นทุนก๊าซในประเทศบางส่วน (บล.บัวหลวง) |