| “เอกนิติ” ชี้วิกฤตพลังงานโลกกดดันไทย ลุยมาตรการช่วยเปราะบาง 11 เม.ย. ย้ำไม่ลดภาษีน้ำมัน เหตุจำเป็นดูแลสาธารณสุข-งบจำกัด มั่นใจไทยผ่านวิกฤตได้ พร้อมเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจระยะยาว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยืนยันรัฐบาลมีแผนรับมือวิกฤตเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาว จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางและวิกฤตพลังงานโลก โดยเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 11 เม.ย.นี้ ออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง รวมถึงภาคประมง เกษตรกร และภาคขนส่ง ยืนยันว่า จะไม่ใช้ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อลดราคาน้ำมัน เนื่องจากงบประมาณส่วนนี้จำเป็นต้องนำไปใช้ดูแลระบบสาธารณสุข ทั้งโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง พร้อมชี้ว่าการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังเป็นเครื่องมือหลักในการพยุงราคาพลังงาน “วิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตระดับโลก” ที่มีความซับซ้อนและอาจยืดเยื้อ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อเส้นทางพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ อาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนและราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลกโดยรวม”นายเอกนิติ กล่าว ประเทศไทย จำเป็นต้องบริหารทรัพยากรอย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยเน้นการช่วยเหลือตรงจุด เพื่อป้องกันการเกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต พร้อมย้ำว่าประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบจากกองทุนน้ำมัน ซึ่งหลายประเทศไม่มี ยอมรับว่า ราคาน้ำมันจะยังไม่ลดลงในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายจากสงคราม ส่งผลต่อซัพพลายพลังงานโลก ในระยะยาว รัฐบาลเตรียมปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเน้นความมั่นคงด้านอาหาร ยา และพลังงาน พร้อมส่งเสริมพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และ AI รวมถึงเร่งดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนและต่างประเทศ ผ่านการ ปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย มองว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในระยะต่อไปคือ การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยพาประเทศหลุดพ้นภาวะชะลอตัว และกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง “วิกฤตครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าที่คิด แต่เราต้องเปลี่ยนเป็นโอกาส ช่วยให้ประชาชนผ่านพ้นวิกฤต และยกระดับศักยภาพในระยะยาว เพื่อให้เศรษฐกิจไทยกลับมาแข็งแกร่ง” นายเอกนิติ กล่าว |