กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

รูป กรุงไทย เผยค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -6 พ.ค. 69 9:04: น.

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 32.68 บาทต่อดอลลาร์


โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง มากกว่าที่เราประเมินไว้ (เราประเมินกรอบล่างเพียง 32.65 บาทต่อดอลลาร์) จนทะลุโซนแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.41-32.72 บาทต่อดอลลาร์) สอดคล้องกับการทยอยอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์ ที่มาพร้อมกับการปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบ และจังหวะการรีบาวด์ขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เสี่ยงทวีความร้อนแรงในช่วงนี้ จากท่าทีของทางการสหรัฐฯ ล่าสุดที่ย้ำว่า ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงมีผลบังคับใช้ และทางการสหรัฐฯ จะยังคงเดินหน้าหาทางเจรจาหยุดยิงต่อ แม้ในช่วงระยะสั้นจะเกิดการปะทะทางทะเลระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังสหรัฐฯ ได้เริ่มปฏิบัติการ Project Freedom คุ้มกันการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz นอกจากนี้ ความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ลดลงบ้าง ยังได้หนุนให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 20% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยราว 3 ครั้ง และ BOE มีโอกาสราว 70% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง


บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แรงหนุนจากทั้งความหวังต่อแนวโน้มรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดยังคงไม่รีบเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากนัก เพื่อรอลุ้น ทั้งรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นในธีม AI/Semiconductor และรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้โดยรวม ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.81% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.03%


ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นราว +0.70% หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่ในช่วงนี้ที่ออกมาดีกว่าคาด ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง ASML +3.5% และมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ทยอยคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง ทว่า การปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรปยังคงเผชิญแรงกดดันจากแนวโน้มธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 3 ครั้ง ในปีนี้ (ซึ่งเรายังได้ปรับมุมมองใหม่ว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 1-2 ครั้ง จากเดิม มองคงดอกเบี้ยทั้งปี)


ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ย่อตัวลงเล็กน้อย สู่โซน 4.42% หลังผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ลงบ้าง จากพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจไม่ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นและยังพอมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม การปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงถูกชะลอไว้แถวโซน 4.40% ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาดยังคงมีความกังวลอยู่ต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (Cautiously Optimistic) อนึ่ง เราคงมุมมองเดิมว่า การเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ จะยังคงมีลักษณะ Two-Way (พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง) ขึ้นกับแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี เราคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย เนื่องจาก หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 ตามที่เราประเมินไว้จริง เราจะยังคงมุมมองเดิมว่า FED มีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปลายปีนี้ (และอีก 1 ครั้ง ในต้นปีหน้า) ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้และปีหน้า


ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง ในลักษณะ Sideways Down หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางลงบ้าง ทว่า เงินดอลลาร์ยังคงผันผวนไปตามการเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) พอควร ซึ่งจำกัดทั้งการแข็งค่าขึ้นและอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ปรับตัวลง สู่โซน 98.3 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 98.2-98.6 จุด) ในส่วนของราคาทองคำ มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่ยังคงมีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่อาจไม่ได้ทวีความรุนแรงอย่างที่ตลาดได้กังวลก่อนหน้า ได้หนุนให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน มิ.ย. 2026) ทยอยรีบาวด์สูงขึ้น (แม้เผชิญแรงกดดันบ้าง จากภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม และจังหวะการรีบาวด์บ้างของเงินดอลลาร์) สู่โซน 4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อีกครั้ง


สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชน โดย ADP ของสหรัฐฯ ในเดือนเมษายน ที่อาจช่วยสะท้อนภาพของยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) ในวันศุกร์นี้ได้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดสต็อกน้ำมันโดย EIA ที่อาจส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ WTI ได้บ้าง นอกเหนือจากปัจจัยสถานการณ์ในตะวันออกกลาง


ทางฝั่งเอเชีย ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (RatingDog Services PMI) ในเดือนเมษายน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทย ในเดือนเมษายน ที่เราคาดว่า อาจเห็นอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เร่งสูงขึ้นสู่ระดับ 2% ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่เร่งราคาพลังงานให้สูงขึ้น ขณะเดียวกัน สภาพอากาศร้อนจัด กอปรกับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจยังคงหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาหมวดอาหารต่อ


และนอกเหนือจากปัจจัยข้างต้น บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง โดยเฉพาะแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงรอบที่ 2 ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน


สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท (USDTHB) เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง ทำให้เงินบาทอาจผันผวนในกรอบ Sideways ที่กว้างได้


อย่างไรก็ดี การพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินบาท (ซึ่งมากกว่าที่เราประเมินไว้) ในช่วงคืนที่ผ่านมานั้น ได้ทำให้โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทอ่อนกำลังลง เพิ่มโอกาสที่เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องได้ หากผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางเพิ่มเติม และปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นจากบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะหนุนเงินบาท ผ่านการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และการปรับตัวขึ้นต่อของราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท หากเกิดขึ้นได้จริง (ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ) อาจมีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากในสัปดาห์นี้ เงินบาทจะยังคงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าจากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน เรามองว่า หากเงินบาททอยยแข็งค่าขึ้นทดสอบโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ อาจเห็นแรงซื้อเงินดอลลาร์บ้างจากบรรดาผู้เล่นในตลาด อย่างฝั่งผู้นำเข้า นอกจากนี้ เรามองว่า บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจยังไม่รีบกลับเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย และอาจยังคงเห็นการไหลออกของฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติจากตลาดทุนไทยต่อได้บ้าง ซึ่งจะชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทได้ อนึ่ง ในเชิงเทคนิคัล เรามองว่า เงินบาทจะมีโซนแนวรับสำคัญในช่วง 32.00 บาทต่อดอลลาร์


แม้ว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้อ่อนกำลังลงบ้าง แต่เราคงประเมินว่า เงินบาทยังมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงได้ ท่ามกลางแรงกดดันจากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ ขณะเดียวกัน สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่สูง และพร้อมจะกลับมากดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงเพิ่มเติมได้ทุกเมื่อ หากสถานการณ์ทวีความร้อนแรงมากขึ้น ซึ่งจะสะท้อนผ่านการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้งนี้ เรายอมรับว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ โดยโซนแนวต้านของเงินบาทยังคงอยู่ในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ และมีโซนแนวต้านสำคัญในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์


เราคงมองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังมีความไม่แน่นอนสูง และพร้อมจะขับเคลื่อนตลาดการเงินได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ เงินบาท (รวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ) จะยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way Risk บนความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ซึ่งผู้เล่นในตลาดควรใช้การประเมินสถานการณ์แบบ Scenario Analysis และควรใช้กลยุทธ์ Options เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวนสูง และแม้ว่า เงินบาทจะพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้าง แต่เราจะยังไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการเคลื่อนไหวของเงินบาท ที่ยังอยู่ในแนวโน้ม “อ่อนค่าลง” หรืออย่างน้อยแกว่งตัวไร้ทิศทางที่ชัดเจน เมื่อประเมินในเชิงเทคนิคัล ตามกลยุทธ์ Trend-Following จนกว่า จะเห็นเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ใน Time Frame รายสัปดาห์ เราถึงจะปรับมุมมองใหม่ว่า เงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง


มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.60 บาท/ดอลลาร์


แท็กที่เกี่ยวข้อง