| “เอกนิติ” รอลุ้นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท วันที่ 9 ก.ค.นี้ ย้ำรัฐบาลชี้แจงข้อมูลถึงความจำเป็นครบถ้วน หลังไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง-ราคาน้ำมันกดดันดุลบัญชีเดินสะพัด พร้อมเปิดแผนสำรอง เตรียมดึงภาคเอกชนร่วมลงทุนเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน ชี้หากไทยยิ่งรอจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจอ่อนแอ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญเตรียมมีคำวินิจฉัยพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงินไม่เกิน 400,000 ล้านบาท ในวันที่ 9 ก.ค.นี้ ว่า ผลการพิจารณาขึ้นอยู่กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ สิ่งที่รัฐบาลสามารถดำเนินการได้ดีที่สุด คือ การชี้แจงข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.กู้เงินดังกล่าว เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนผลกระทบจากการพึ่งพาพลังงานนำเข้าสะท้อนผ่านตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุล โดยมีปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งยังมีความไม่แน่นอน และไม่สามารถประเมินได้ว่าสงครามจะยุติลงหรือกลับมาปะทุอีกครั้งหรือไม่ ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของโลก และเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูง สำหรับกรณีที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ การดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมลงทุนผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) “งบประมาณที่นำมาช่วยในส่วนนี้จะทำให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น หากประเทศไทยรอก็จะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนแอ ในขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังอยู่ในระดับสูง ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้า และโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีความเปราะบางมาก” นายเอกนิติ กล่าว เล็งหนุนโซลาร์-เปลี่ยนผ่านพลังงานภาคขนส่ง สำหรับความคืบหน้าของโครงการที่จะเสนอขอรับการสนับสนุนจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ขณะนี้เริ่มมีการหารือเกี่ยวกับโครงการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานสะอาด อาทิ การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) รวมถึงการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานในภาคยานยนต์และขนส่ง เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะภาคขนส่งที่จำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานทางเลือก รวมถึงไบโอดีเซลและพลังงานชีวมวลที่ผลิตจากวัตถุดิบภายในประเทศ อาทิ ปาล์ม อ้อย และน้ำตาล ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าแล้ว ยังช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |