Citigroup จับมือ Axis Bank ปล่อยกู้ทบเงินฝาก NRI ดึงดูดเงินดอลลาร์ทะลุ 65,000 ล้านดอลลาร์
ธนาคารซิตี้กรุ๊ป (Citigroup Inc.) ร่วมมือกับธนาคารแอกซิส (Axis Bank Ltd.) เพื่อปล่อยสินเชื่อให้กับชาวอินเดียที่ไม่ใช่ผู้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ หรือ NRI ที่นำเงินไปฝากในบัญชีสกุลเงินต่างประเทศกับธนาคารท้องถิ่น โดยโครงสร้างธุรกรรมนี้เปิดทางให้เกิดการใช้ Leverage บนเงินฝากของผู้ลงทุน และช่วยเร่งการไหลเข้าของเงินดอลลาร์สหรัฐสู่ระบบการเงินอินเดียอย่างมีนัยสำคัญ
ตามรายงานของบุคคลที่เกี่ยวข้อง Axis Bank จะออกหนังสือค้ำประกันแบบ Standby Letter of Credit เพื่อสนับสนุนสินเชื่อที่ Citigroup ปล่อยผ่านหน่วยงานในต่างประเทศ กลไกดังกล่าวทำให้ธนาคารต่างชาติสามารถปล่อยกู้โดยอิงกับเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศของ NRI ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้ผู้ฝากเงินนำเงินดอลลาร์กลับเข้าสู่ระบบของอินเดีย
สอดคล้องเป้าหมายของ RBI ในการดึงเงินดอลลาร์เข้าประเทศ
ความร่วมมือนี้สะท้อนกลยุทธ์ของธนาคารกลางอินเดีย (Reserve Bank of India: RBI) ที่ต้องการดึงเงินดอลลาร์เข้าประเทศเพื่อเสริมทุนสำรองระหว่างประเทศ หรือ Forex Reserves และลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี โดย RBI ได้เสนอสิ่งจูงใจผ่าน Concessional Swap Facility ซึ่งช่วยให้เงินฝากจากต่างประเทศ หรือ FCNR Deposits เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลล่าสุดระบุว่าเงินฝาก FCNR พุ่งขึ้นแตะ 65,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 13 สิงหาคม และทำให้ RBI ต้องประกาศสิ้นสุดโครงการลงทุนเร็วกว่ากำหนดเดิมหนึ่งเดือนจากปลายเดือนกันยายน แสดงให้เห็นว่ามาตรการเชิงนโยบายของธนาคารกลางสามารถกระตุ้นการไหลเข้าของเงินทุนได้จริง เมื่อเงื่อนไขทางต้นทุนและผลตอบแทนเอื้อต่อผู้ฝากเงิน
ผลต่อดอลลาร์ รูปี และตลาดเกิดใหม่
การเร่งดึงเงินฝากจากต่างประเทศเช่นนี้ทำให้ความต้องการดอลลาร์ในตลาดโลกเพิ่มขึ้นชั่วคราว เพราะธนาคารต่างชาติจำเป็นต้องหาเงินดอลลาร์มาปล่อยกู้ ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของดอลลาร์อาจมีแรงกดดันด้านขาขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การที่เงินไหลเข้าอินเดียจำนวนมากช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินรูปี และอาจหนุนเสถียรภาพของ Emerging Markets โดยรวมจากมุมมองของนักลงทุนทั่วโลก
หากตลาดมองว่าอินเดียมีความแข็งแกร่งทางการเงินมากขึ้น ความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่อาจปรับดีขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ความกังวลเรื่องการอ่อนค่าของรูปีลดลง ซึ่งอาจช่วยพยุง sentiment ของนักลงทุนต่างชาติที่กำลังชั่งน้ำหนักความเสี่ยงในภูมิภาคเอเชีย
มุมมองสำหรับนักลงทุนไทย
สำหรับนักลงทุนไทย เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าเครื่องมือทางการเงินที่ออกแบบเฉพาะเจาะจง เช่น การลดต้นทุนการแลกเปลี่ยนเงินหรือการสร้างสิทธิประโยชน์ด้านดอกเบี้ย สามารถดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศได้จริง ไทยเองก็อาจนำแนวคิดลักษณะใกล้เคียงกันมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการออมและการระดมทุนจากแรงงานไทยในต่างแดน หรือจากผู้ถือสินทรัพย์ต่างประเทศที่ต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น
ในเชิงตลาดทุน การที่ธนาคารกลางของประเทศเกิดใหม่อย่างอินเดียสามารถดูดซับเงินทุนต่างชาติได้มาก อาจส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในภูมิภาค รวมถึงหุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่อิงกับการบริโภคในประเทศและธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ดี หาก ดอลลาร์ ยังแข็งค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับทั้งรูปีและบาท ภาคส่งออกของไทยอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมในระยะถัดไป
ผลต่อการจัดพอร์ตและสินทรัพย์การลงทุน
จากมุมมอง Asset Allocation การที่อินเดียดึงเงินฝากจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบจำนวนมาก อาจทำให้อุปทานเงินตราต่างประเทศในตลาดเพิ่มขึ้น ซึ่งในระยะสั้นอาจช่วยลดแรงกดดันต่อดอลลาร์และเป็นผลดีต่อสินทรัพย์ที่ไวต่อทิศทางค่าเงิน เช่น ทองคำ อย่างไรก็ตาม หากอัตราดอกเบี้ยดอลลาร์ยังอยู่ในระดับสูง โอกาสที่ราคาทองจะปรับขึ้นแรงอาจยังถูกจำกัด
สำหรับตลาดตราสารหนี้ไทย กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่อาจเป็นบวกต่อผลตอบแทนของพันธบัตรและตราสารหนี้บางส่วน แต่ยังต้องจับตา Interest Rate Differential ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพราะหากส่วนต่างยังกว้างและเงินดอลลาร์แข็งค่าเร็ว อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่องและเพิ่มความผันผวนให้กับพอร์ตการลงทุน
โดยสรุป ดีลระหว่าง Citigroup และ Axis Bank ไม่ได้เป็นเพียงธุรกรรมปล่อยกู้ทั่วไป แต่สะท้อนการแข่งขันของธนาคารกลางและสถาบันการเงินในการดึงดูดเงินดอลลาร์เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันยังให้บทเรียนแก่ตลาดไทยว่า นโยบายการเงินที่ออกแบบอย่างเฉพาะเจาะจงสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย ค่าเงิน และความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ