ธปท.ยันไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย เหตุเงินเฟ้อยังต่ำ-ด้านการคลังมองพื้นที่เริ่มจำกัด

รูป ธปท.ยันไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ย เหตุเงินเฟ้อยังต่ำ-ด้านการคลังมองพื้นที่เริ่มจำกัด

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -13 พ.ค. 69 12:27 น.

ธปท.ยืนยัน ไทยยังไม่เข้าสู่ Stagflation มองยังไม่เร่งรีบขึ้นดอกเบี้ยเหมือนธ.กลางอื่น เหตุเงินเฟ้อยังต่ำ คาดพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ดัน GDP โตเพิ่ม 0.6% พร้อมเตือนพื้นที่การคลังเริ่มจำกัด

 

นายดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน Monetary Policy Forum 1/2026 ว่า ยืนยันว่า จากสถานการณ์ปัจจุบัน ไทยยังไม่เห็นการเกิด Stagflation แม้ในกรณีเลวร้ายที่สุด คือ สงครามยืดเยื้อถึงสิ้นปีนี้

“หากเกิดจริง แม้ ณ ​ปัจจุบัน ยังไม่เห็น แม้แต่ในกรณี เวิดเคส ยืดเยื้อถึงสิ้นปี จีดีพีต่ำกว่า 1% และเงินเฟ้อสูงกว่า 5% แต่ว่าหากเกิดในกรณีที่เงินเฟ้อ หรือ เงินเฟ้อคาดการณ์หลุดลอย สิ่งที่จะเห็นคือ เงินเฟ้อค้างต่อหรือพุ่งไป 7% ปีหน้า ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง โดยสิ่งที่ธนาคารกลางทั่วโลกจะทำคือ จะต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย หากต้องเลือกระหว่าง เงินเฟ้อ และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ธนาคารกลางจะเลือกเงินเฟ้อ”นายดอน กล่าว

ส่วนในการตัดสินใจนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ประเมินว่า ไทยอยู่ใน Position ที่เอื้อให้ไม่ต้องเร่งรีบขึ้นดอกเบี้ยมากนัก เนื่องจากเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำ หากเทียบกับหลายธนาคารกลางทั่วโลก ที่จะ next move ปรับขึ้นก่อน แต่สำหรับประเทศ สามารถรอได้นานกว่าคนอื่นค่อนข้างเยอะ

ส่วนการออก พ.ร.ก.เงินกู้ 400,000 ล้านบาทนั้น ยอมรับว่า ทำให้หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดานหนี้สาธารณะพอสมควร ซึ่งสะท้อนว่า พื้นที่ทางการคลังจะเหลือน้อยลง ดังนั้น กนง. พิจารณาในเรื่องดังกล่าว และมองว่า ในพื้นที่ที่เหลือน้อย การดำเนินนโยบายหรือออกมาตรการจะต้องใช้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

“การกระตุ้นในเรื่องของการบริโภค จะต้องทำให้ตรงเป้า target เพราะ shock อาจจะมีมาเรื่อยๆ อย่าเพิ่งรีบให้หมดไปก่อน หากมีอุบัติเหตุใหญ่ขึ้นมาในช่วงที่เหลือของปีนี้ หรือปีหน้า ซึ่งกรรมการให้ความสำคัญกับเรื่องส่วนที่สองค่อนข้างเยอะ เพราะมีส่วนช่วยเศรษฐกิจในระยะยาว”นายดอน กล่าว

ตอนนี้นโยบายการเงินที่ 1% ค่อนข้างต่ำ และอาจจะมาถึงจุดที่ใกล้ขีดจำกัดของนโยบาย ในแง่ของเศรษฐกิจนั้นมองว่ายังมี Room ที่จะดูแลเศรษฐกิจในระยะสั้นดู แต่ในด้านศักยภาพของเศรษฐกิจ ซึ่งด้านนี้นโยบายการเงินไม่ได้มีอิทธิพลมากนัก แม้ว่าในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งแรก จะมีกรรมการประเมินว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อทำให้ต้นทุนทางการเงินอยู่ในระดับต่ำ เพื่อช่วยหรือเอื้อต่อการ transform ของเศรษฐกิจ แต่ 1% ในปัจจุบันนี้ต่ำมากแล้ว และโอกาสที่จะต่ำมากกว่านี้ก็ไม่ได้เยอะมาก ดังนั้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้เศรษฐกิจไทยไปได้ดี ในระยะข้างหน้าจะต้องอาศัยนอกเหนือจากนโยบายการเงิน คลัง และเรื่องของการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ

ประเมินพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสน ดันจีดีพีปีนี้โตเพิ่ม 0.6%

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน โดยประมาณการล่าสุดคาดว่าจะขยายตัวได้ 1.5% แต่ทั้งนี้ ในกรณีที่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม จะทำให้เศรษฐกิจในปีนี้ ขยายตัวกว่าในกรณีฐาน

ทั้งนี้ จากการประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม วงเงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.6% แต่จะปรับลดลงในปี 2570 ราว 0.4% ซึ่งเดิมคาดว่าจะขยายตัวได้ 2% จากผลของฐานสูง ส่วนผลต่อเงินเฟ้อ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เพราะอุปสงค์ในประเทศยังเปราะบางและการแข่งขันสูง

“ในการประมาณการเบื้องต้น เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่ม 0.6% พิจารณาจากการใช้ 2 แสนล้านบาทแรกแล้วในบัตรสวัสดิการและคนละครึ่ง และ 2 แสนล้านบาทหลังอาจจะยังไม่เห็นผลชัดเจนในปีนี้”นางปราณี กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตาม ดังนี้

1.สงครามยืดเยื้อกว่าคาด และนโยบายทางการค้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ

2.ต้นทุนของธุรกิจที่เพิ่มขึ้น อาจกระทบสภาพคล่องและมีผลต่อเนื่องไปยังการจ้างงาน

3.ผลของมาตรการภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

“หลังเกิดสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น และเกิดการหยุดชะงักของการขนส่งสินค้า และการโดยสารทางอากาศ​ ซึ่งได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง สำหรับไทยได้รับผลกระทบมาก เนื่องจาก พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง และราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ไทยอ้างอิงปรับสูงขึ้นมาก”นางปราณี กล่าว

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยรวมยังมีความไม่แน่นอนสูงและยังต้องติดตามว่ารุนแรงและยืดเยื้อมากน้อยแค่ไหน โดยกรณีฐานคาดว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ขณะที่กรณีเลวร้ายคาดว่า Supply disruption จะยืดเยื้อตลอดปี 2569

ประมาณการราคาน้ำมันดิบดูไบสูงสุดในไตรมาส 2/2569 ก่อนทยอยปรับลดลงแต่ราคาน้ำมันสิ้นปี 2569 ยังสูงกว่าก่อนสงคราม โดยแนวโน้มราคาเฉลี่ยทั้งปีนี้จะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ไทยพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบต้นน้ำจากตะวันออกกลางสูง โดยไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน 7% ของจีดีพี

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและวัตถุดิบที่ตึงตัวจึงกระทบต่อต้นทุนของธุรกิจ และทำให้นักท่องเที่ยว Long Haul ลดลง

ธุรกิจมีแนวโน้มได้รับผลกระทบชัดเจนในไตรมาส 2/2569 โดยกรณี Base Case ซึ่งตั้งแต่มีสงคราม กลุ่มที่ได้รับผลกระทบชัดเจน คือ กลุ่มที่พึ่งพาพลังงานสูง ,กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มปิเตรเคมี เคมีภัณฑ์ พลาสติก เกษตร เป็นต้น

สำหรับแนวทางการปรับตัว คือ ปรับการผลิต เน้นสินค้าที่กำไรสูงหรือขายดี รวบคำสั่งซื้อเพื่อลดรอบขนส่ง ใช้วัตถุดิบอื่นที่ต้นทุนต่ำกว่า ,​ปรับการขาย โดบทำสัญญาซื้อขายที่มีระยะสั้นลง เพื่อดูทิศทางต้นทุน หาตลาดอื่น และส่งผ่านราคา ซึ่งส่วนใหญ่จะปรับราคาไม่เกิน 20% ของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ด้านการส่งออกสินค้าโดบรวมปรับเพิ่มขึ้นจากกลุ่มสินค้า Tech เป็นสำคัญ ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนของธุรกิจในสาขาเทคโนโลยี ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลเร็วกว่าคาดทำให้งบประมาณ 2570 บังคับใช้ได้ตามปกติ

ชี้เงินเฟ้อทั่วไปเร่งขึ้น-สูงกว่ากรอบเป้าหมาย 3-4 ไตรมาส

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท.​กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มเร่งขึ้นในปี 2569 ตามราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุนแต่จะโน้มลดลงในปี 2570 หลังปัจจัยด้านอุปทานทยอยคลี่คลาย

ประเมินว่า มีความเสี่ยงจำกัดที่ราคาสินค้าและบริการจะปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นวงกว้าง และฝังตัวในระบบเศรษฐกิจจากการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูญเสียการยึดเหนี่ยว (Second-round-effect)

โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปีนี้มีแนวโน้มเร่งขึ้นและสูงกว่ากรอบเป้าหมาย 3-4 ไตรมาส หรือช่วงไตรมาส 2/2569-ไตรมาส 1/2570 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานไม่ได้ปรับสูงขึ้นมาก จากกำลังซื้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ด้านความเสี่ยง Second-round-effect ของเงินเฟ้อไทยมีจำกัด จากปัจจัยเชิงโครงสร้างและวัฏจักร

ในระยะต่อไป ต้องติดตามพฤติกรรมการตั้งราคาของผู้ประกอบการที่จะส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังสินค้าหมวดอื่นๆ และเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางซึ่งสะท้อนความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อจะสูงค้างนาน

ด้านนโยบายการเงิน ควรสอดคล้องกับที่มาของเงินเฟ้อ ไม่ควรตอบสนองต่อปัจจัยด้านอุปทานที่ส่งผลให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นในปีนี้ แต่จะโน้มลดลงในปีหน้า โดยอัตราดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันเหมาะสมในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความไม่แน่นอนและความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูง ต้องติดตามพัฒนาการเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางอย่างใกล้ชิด

“ปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ เงินเฟ้อคาดการณ์และพฤติกรรมการตั้งราคาของผู้ประกอบการ ,​ราคาสินค้าและบริการที่ปรับเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้างและต่อเนื่อง , ผลของมาตรการภาครัฐเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบด้านพลังงาน และการเกิด Supply disruptions ที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตและการจ้างงาน”นายสุรัช กล่าว


แท็กที่เกี่ยวข้อง

Reported by

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์

หัวหน้าข่าว สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย