| หอการค้าไทยหนุนรัฐบาล–พาณิชย์เร่งสรุปความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ (ART) ชี้อัตราภาษี 12.5% พร้อมชู 3 เหตุผลต้องเร่งเจรจา ทั้งรักษาขีดแข่งขัน ลดความเสี่ยงมาตรการเพิ่มเติม และสร้างความแน่นอนให้ผู้ส่งออก–นักลงทุน ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยสนับสนุนรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในการเร่งสรุปความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย–สหรัฐฯ หรือ Agreement on Reciprocal Trade (ART) เพื่อรักษาอัตราภาษีรวมให้อยู่ในกรอบประมาณ 19% หรือไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญในอาเซียน นับตั้งแต่สหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีต่างตอบแทนเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2568 รัฐบาล กระทรวงพาณิชย์ และหอการค้าไทยได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง โดยเดิมไทยเผชิญอัตราภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA ที่ 36% ก่อนการเจรจาจะช่วยลดกรอบลงมาเหลือ 19% ต่อมาสหรัฐฯ เปลี่ยนมาใช้มาตรา 122 ในอัตรา 10% และปัจจุบันกำหนดภาษีภายใต้มาตรา 301 สำหรับสินค้าไทยไว้ที่ 12.5% ในประเด็นแรงงานบังคับ แม้มาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง แต่สินค้าไทยยังสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ โดยปี 2568 ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ มูลค่า 2,371,420.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากปีก่อน ขณะที่ช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่า 2,069,637.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดสำคัญของไทย อย่างไรก็ตาม อัตราภาษี 12.5% ในปัจจุบันยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย เนื่องจากเป็นผลการไต่สวนภายใต้มาตรา 301 เฉพาะกรณีแรงงานบังคับ ขณะที่การไต่สวนอีกประเด็นเกี่ยวกับกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างในภาคการผลิตยังอยู่ระหว่างการพิจารณา หอการค้าไทยจึงสนับสนุนการเร่งสรุป ART ด้วย 3 เหตุผลสำคัญ 1. รักษาความสามารถในการแข่งขันของไทย การกำหนดเป้าหมายให้อัตราภาษีรวมอยู่ในกรอบประมาณ 18–20% หรือไม่สูงกว่าประเทศคู่แข่งสำคัญในอาเซียน จะช่วยให้สินค้าไทยแข่งขันได้ภายใต้เงื่อนไขที่ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน และลดความเสี่ยงที่คำสั่งซื้อหรือฐานการผลิตจะย้ายไปยังประเทศที่มีต้นทุนภาษีต่ำกว่า 2. ลดความเสี่ยงจากมาตรา 301 การไต่สวนมาตรา 301 มี 2 ประเด็นสำคัญ โดยกรณีแรงงานบังคับได้ประกาศผลแล้ว และสินค้าไทยอยู่ภายใต้อัตรา 12.5% ขณะที่กรณีกำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้างยังไม่มีการประกาศผล ด้าน ประเด็นแรงงานบังคับประเทศไทยไม่มีปัญหานี้มานานแล้ว จึงต้องเร่งดำเนินการด้านกฎหมายตามที่รัฐบาลเคยแจ้งไว้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าเพิ่มเติม 3. สร้างความแน่นอนให้การค้าและการลงทุนระยะยาว ART จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งจากอุปสรรคด้านภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี ทำให้ผู้ส่งออก นักลงทุน และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานสามารถวางแผนธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงผลักดันรายการสินค้ายกเว้นที่ไทยมีศักยภาพ โดยเฉพาะสินค้าเกษตร อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และยางพารา เพื่อสนับสนุนการส่งออกไปสหรัฐฯ ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง “อัตรา 12.5% ในปัจจุบันยังไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกับกรอบ ART ที่ประมาณ 19% ได้โดยตรง เพราะ 12.5% ยังครอบคลุมเพียงผลการไต่สวนหนึ่งประเด็น เป้าหมายสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการได้ตัวเลขภาษีที่ต่ำที่สุดในวันนี้ แต่ต้องเป็นกรอบที่แข่งขันได้กับคู่แข่ง มีความแน่นอน และลดความเสี่ยงจากมาตรการเพิ่มเติมในอนาคต” ดร.พจน์กล่าว ทั้งนี้ หอการค้าไทยขอให้ทุกภาคส่วนสนับสนุนแนวทางของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในการเจรจากับสหรัฐฯ โดยหากสามารถสรุป ART ได้สำเร็จ จะสะท้อนผลจากการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 และสามารถใช้เป็นต้นแบบสำหรับการเจรจา FTA และความตกลงทางการค้ากับประเทศต่าง ๆ ในระยะต่อไป “ภาคเอกชนพร้อมสนับสนุนข้อมูลและทำงานร่วมกับรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพื่อเปลี่ยนความตกลงทางการค้าให้เป็นโอกาสด้านการส่งออก การลงทุน การจ้างงาน และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม” ดร.พจน์ กล่าว |