| โบรกฯ เปิด 3 ฉากทัศน์ ผลกระทบคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 28 ก.ย.นี้ ชี้กรณีเลวร้ายอาจเกิดสุญญากาศทางการเมืองและตลาดหุ้นอาจถูกกดดัน พร้อมกางสถิติผลตอบแทน SET ช่วงวิกฤตการเมืองในรอบ 16 ปี บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS เปิดเผยผ่านบทวิเคราะห์วันนี้ว่าประเด็นที่ต้องติดตาม คือ คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 28 ก.ย.69 โดยคาดเกิดขึ้นได้ 3 ฉากทัศน์ ดังนี้ กรณีไม่ขัดรัฐธรรมนูญ (BEST CASE) การเลือกตั้ง 8 ก.พ.สามารถเดินหน้าต่อไปได้ รัฐบาลมีเสถียรภาพสามารถเดินหน้าเบิกจ่ายงบประมาณและพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อได้ กรณีพบปัญหา แต่ผลกระทบจำกัด (NEUTRAL CASE) กกต.อาจถูกกดดันและต้องไปปรับปรุงกระบวนการทำงาน แต่โดยภาพรวมรัฐบาลยังสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ ตลาดหุ้นอาจแกว่งตัวออกข้าง (SIDEWAYS) กรณีเลวร้าย กระทบความชอบธรรมของการเลือกตั้ง (WORST CASE) การเลือกตั้งที่ผ่านมาอาจโฆฆะและนำไปสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใหม่ หรือเกิดสุญญากาศทางการเมือง ตลาดหุ้นอาจถูกกดดัน จากความกังวลเรื่องงบประมาณที่สะดุดและไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ตามหากย้อนดูข้อมูลสถิติผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยในช่วงที่มีวิกฤตหรือประเด็นร้อนทางการเมือง (เช่น การยุบพรรค, การถอดถอนนายกฯ, การเลือกตั้งเป็นโมฆะ) ตั้งแต่ปี 2006 ถึง 2022 พบรูปแบบที่น่าสนใจ คือ ช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์ (BEFORE) ตลาดหุ้นมักจะปรับตัวลดลงจากความกังวลและความไม่แน่นอน โดยสถิติเฉลี่ยย้อนหลัง 30 วันก่อนรู้ผล ตลาดจะติดลบราว -3.66% ช่วงหลังเหตุการณ์ (AFTER) เมื่อศาลมีคำตัดสินหรือความไม่แน่นอนจบลง (ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นบวกหรือลบทางการเมือง) ตลาดมักจะเริ่มฟื้นตัว โดยสถิติเฉลี่ย 30 วันหลังเหตุการณ์ ตลาดหุ้นไทยมักจะกลับมาเป็นบวกได้ราว +0.92% (BUY ON FACT) |