| โบรกฯ มองฟิทช์ ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของไทย สู่ระดับ "มีเสถียรภาพ" ช่วยปลดล็อกความเสี่ยงที่จะถูก Downgrand และสกัดแรงขายของนักลงทุนต่างขาติ พร้อมมองหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ - เทคโนโลยี- พลังงาน - โรงไฟฟ้า -รับเหมาก่อสร้าง - นิคมฯ รับอานิงส์บวก Fitch Ratings ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับเชิงลบ (Negative Outlook) เพิ่มขึ้นเป็นระดับ มีเสถียรภาพ (Stable Outlook) และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ BBB+ กลุ่มแบงก์รับ sentiment บวก บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า การปรับเพิ่ม Outlook ของ Fitch ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับสากลทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ Fitch, Moody’s และ S&P Global Ratings มีมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ทั้งหมด สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศที่เพิ่มขึ้น และการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด มองเป็น sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มธนาคาร หลังจากที่ Fitch มีการปรับ Outlook ของประเทศไทยขึ้นเป็น Stable เนื่องจากโดยปกติหาก Fitch มีการปรับ Outlook ของประเทศขึ้นจะส่งผลให้กลุ่มธนาคารจะได้ปรับ Outlook เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยอ้างอิงจากเดือน ก.ย. 25 ที่ผ่านมา ที่ Fitch ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยเป็น "แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ" (BBB+/Negative) จากเดิม "แนวโน้มมีเสถียรภาพ" เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 25 และ หลังจากนั้นไม่นาน Fitch ประกาศคงอันดับเครดิตของธนาคารไทย แต่ประกาศปรับแนวโน้มอันดับเครดิตสำหรับ 5 ธนาคาร เป็น "แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ" จากเดิม "แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ" จับตา KTB-TTB มีโอกาสได้ปรับเพิ่ม Outlook อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นช่วงวันที่ปลายเดือนก.ย. 2025 ของกลุ่มธนาคารมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยราว -1-2% ซึ่งรอบนี้ที่Fitch ปรับ Outlook เพิ่มขึ้นเป็นระดับ “มีเสถียรภาพ” (Stable) เพื่อให้สอดคล้องกับ Moody’s Ratings และ S&P Global Ratings ที่เพิ่มปรับเมื่อต้นปี 2026 ที่ผ่านมา คาดว่า KTB และ TTB (ถือ/เป้า 3.20 บาท) ที่มีโอกาสได้ปรับ Outlook เพิ่มขึ้นในรอบนี้ ซึ่งจะเป็น sentiment ต่อราคาหุ้นที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ยังคงน้ำหนักการลงทุนของกลุ่มธนาคารเป็น “มากกว่าตลาด” เพราะแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาลงได้จบรอบไปแล้ว ประกอบกับมีอัตราเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ราว 6% สูงกว่าอัตราปันผลเฉลี่ยของตลาดหุ้นที่ 3% รวมถึง valuation ยังไม่แพง โดยซื้อขายที่ระดับเพียง 0.98x PBV (-0.25SD below 10-yr average PBV) เลือก KTB (ซื้อ/เป้า 50.00 บาท) และ KBANK (ซื้อ/เป้า 270.00 บาท) เป็น Top pick และคาด KTB, TTB (ถือ/เป้า 3.20 บาท) จะได้รับ sentiment บวกจากประเด็นข่าวนี้มากที่สุด ปลดความเสี่ยง Downgrade - สกัดแรงขายต่างชาติ บล.ไอร่า มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยมากขึ้น คาดจะได้รับแรงหนุนจากการที่ Fitch Ratings ประกาศปรับเพิ่มแนวโน้มอันดับเครดิตไทยสู่ "มีเสถียรภาพ (Stable)" จากเดิม "เชิงลบ (Negative)" พร้อมยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ 'BBB+' ถือเป็นการปลดล็อกความเสี่ยง Downgrade ที่เคยกดดัน Sentiment มาตั้งแต่ปลายปี’25 โดยได้แรงหนุนจากเสถียรภาพหนี้สาธารณะที่จะทรงตัวต่ำกว่า 63% ในปี FY28 ฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่ง และเม็ดเงินลงทุน Data Center/AI-Boom ที่ช่วยหักล้างวิกฤตพลังงาน ประเมินว่าจะช่วยสกัดกั้นแรงขายและช่วยดึงดูด Foreign Fund Flow ไม่ให้ไหลสลับไปยังอินโดนีเซียได้บ้าง พร้อมทั้งช่วยจำกัด Downside และยกกรอบดัชนี SET ให้มีโอกาสขึ้นทดสอบกรอบบนของ Sideways ส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ (BBL, KBANK, SCB, KTB), กลุ่มเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน AI และพลังงานหมุนเวียน (DELTA, GULF, ADVANC, TRUE) ปัจจัยบวกหุ้นแบงก์ - โรงไฟฟ้า - รับเหมาฯ - นิคม บล.กรุงศรี ประเมินจิตวิทยาบวกต่อ SET และหนุนหุ้นธีมลงทุนที่กำลังเป็นแรงส่งต่อภาพบวกดังกล่าว ธนาคาร KBANK, KTB, BBL, KKP โรงไฟฟ้า GULF, BGRIM รับเหมา STECON, PYLON นิคม AMATA, WHA อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |