| ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เผยข้อมูลล่าสุดพบว่า ชาวญี่ปุ่นหันมาถือครองหุ้นเพิ่มขึ้น แซงสินทรัพย์ประเภทประกันและสินทรัพย์เพื่อการเกษียณเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลหลังตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา รับอานิสงส์โครงการ NISA ดึงคนรุ่นใหม่-เปลี่ยนมุมมองการลงทุน ข้อมูลกระแสเงินทุนฉบับใหม่ของ BOJ ระบุว่า ครัวเรือนญี่ปุ่นถือครองหุ้นและกองทุนเพื่อการลงทุนรวมอยู่ที่ 590 ล้านล้านเยน (3.79 ล้านล้านดอลลาร์) ณ สิ้นเดือนมี.ค. สูงกว่าสินทรัพย์ประเภทประกัน เงินบำนาญ และสินทรัพย์อื่นที่คล้ายกัน ซึ่งอยู่ที่ 579 ล้านล้านเยน นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มมีมีการบันทึกข้อมูลในเดือนมี.ค. 2005 และตัวเลขดังกล่าวยังถอยห่างมากขึ้นในข้อมูลเบื้องต้นของช่วงไตรมาส 2 สินทรัพย์ทางการเงินโดยรวมของครัวเรือนญี่ปุ่นอยู่ที่ 2.52 ล้านล้านล้านเยน ณ สิ้นเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน และยังเร่งตัวขึ้นจากช่วงไตรมาสแรกที่เพิ่มขึ้น 8.1% NISA ดันคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดหุ้น โครงการ Nippon Individual Savings Account (NISA) ซึ่งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ผู้ลงทุน มีส่วนช่วยดึงนักลงทุนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาด ส่งผลให้การถือครองหุ้นและกองทุนเพื่อการลงทุนของครัวเรือนญี่ปุ่นพุ่งขึ้น 44% จากปีก่อน แตะ 678.96 ล้านล้านเยน ณ สิ้นเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 14 และยังเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกัน ที่อัตราการถือครองเพิ่มขึ้นสูงกว่า 20% ดัชนีนิกเกอิพุ่งขึ้นเหนือระดับ 70,000 จุดในช่วงปลายเดือนมิ.ย. ส่งผลให้มูลค่าหุ้นที่ครัวเรือนถือครองเพิ่มขึ้น ขณะที่การอ่อนค่าของเงินเยนยังช่วยเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์สกุลเงินต่างประเทศเมื่อแปลงเป็นสกุลเงินเยน ขณะเดียวกัน สินทรัพย์ประเภทประกันและเงินบำนาญเพิ่มขึ้นเพียง 3% จากปีก่อน แตะ 585.83 ล้านล้านเยน ณ สิ้นเดือนมิ.ย. ดอกเบี้ยขาขึ้นเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ถือกรมธรรม์ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวสูงขึ้น ผลตอบแทนที่รับประกันในผลิตภัณฑ์ประกันก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ลูกค้าหันกลับมาทบทวนกรมธรรม์ที่ถืออยู่ ซึ่งเริ่มดูไม่น่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกการลงทุนอื่น ข้อมูลจากสมาคมประกันชีวิตแห่งญี่ปุ่นระบุว่า มูลค่าเงินเวนคืนที่บริษัทประกันชีวิตจ่ายให้ผู้ถือกรมธรรม์ที่ยกเลิกสัญญาอยู่ที่ 7.2 ล้านล้านเยนในช่วงเดือนม.ค.-มิ.ย. 2026 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดสำหรับช่วงครึ่งปีแรกนับตั้งแต่มีการบันทึกข้อมูลย้อนหลังไปถึงปี 2020 ทาเคชิ ฟุกุดะ จาก Financial Standard อธิบายว่า “บางคนต้องการยกเลิกกรมธรรม์ประกันที่เน้นการออม เพื่อย้ายเงินไปลงทุนในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า นอกจากนี้ ยังมีการย้ายเงินไปสู่กองทุนเพื่อการลงทุนจากเงินฝากเป็นจำนวนมากด้วย” มุมมองต่อการลงทุนเปลี่ยนไป การเปลี่ยนแปลงมุมมองเกี่ยวกับการลงทุนก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน ชูเฮ อิการาชิ ประธาน Value Advisers กล่าวว่า “การจัดตั้งโครงการ NISA และความรู้ทางการเงินที่เพิ่มขึ้น ทำให้คนที่เคยกลัวการลงทุนเปลี่ยนมุมมอง” เดิมทีชาวญี่ปุ่นจำนวนมากเคยใช้ผลิตภัณฑ์ด้านประกัน เพื่อเป็นหลักประกันในกรณีเจ็บป่วยหรือเสียชีวิต และเพื่อสร้างความมั่งคั่ง แต่ขณะนี้ มุมมองดังกล่าวเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่มองว่า หลักทรัพย์มีไว้เพื่อการลงทุน ส่วนประกันมีไว้เพื่อความมั่นคง เม็ดเงินเริ่มไหลเข้าพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นยังถือครองพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนปรับตัวดีขึ้น โดยครัวเรือนญี่ปุ่นถือครองพันธบัตรรัฐบาล, พันธบัตรในโครงการเงินกู้และการลงทุนทางการคลัง รวม 21.9 ล้านล้านเยน ณ สิ้นเดือนมิ.ย. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2013 นอกจากนี้ กระทรวงการคลังและสำนักงานบริการทางการเงินของญี่ปุ่นยังเสนอให้มีมาตรการจูงใจทางภาษีในการปรับแก้กฎหมายภาษีสำหรับปีงบประมาณ 2027 เพื่อส่งเสริมให้นักลงทุนรายย่อยเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น ขณะที่สินทรัพย์ประเภทเงินตราต่างประเทศและเงินฝากของครัวเรือนเพิ่มขึ้นเพียง 0.5% จากปีก่อน แตะ 1.13 ล้านล้านล้านเยน คิดเป็น 45% ของสินทรัพย์ทั้งหมด โดยสัดส่วนสินทรัพย์กลุ่มนี้ลดลงต่ำกว่า 50% เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี เมื่อเดือนมิ.ย. 2025 ที่มา Nikkei Asia อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |