NIA ผนึกกำลัง จุฬาฯ ร่วมพลิกโฉมอุตสาหกรรมเวลเนสไทยสู่ Precision Hospitality ด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม พร้อมคิกออฟงานสัมมนาใหญ่ “Beyond Relaxation”

รูป NIA ผนึกกำลัง จุฬาฯ ร่วมพลิกโฉมอุตสาหกรรมเวลเนสไทยสู่ Precision Hospitality ด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม พร้อมคิกออฟงานสัมมนาใหญ่ “Beyond Relaxation”

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -19 พ.ค. 69 14:52 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกาศเดินหน้ายกระดับอุตสาหกรรมเวลเนสของไทยให้สามารถก้าวสู่เวทีโลก ภายในงานสัมมนาและสร้างเครือข่ายระดับชาติภายใต้หัวข้อ “Beyond Relaxation: นวัตกรรม วิทยาศาสตร์ และอนาคตของการสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรม Wellness” โดยมุ่งเป้าในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสุขภาพไทย จากบริการที่เน้นเพียงความผ่อนคลายสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ด้วยการพิสูจน์ผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Validation) ที่วัดผลได้จริง

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เศรษฐกิจสุขภาพและอายุยืน (Health & Longevity Economy) กลายเป็นหนึ่งใน “New Growth Engine” สำคัญของหลายประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจยาสมุนไพร และบริการด้าน Health & Wellness ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูงจากต้นทุนด้านการบริการการแพทย์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล จึงเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันธุรกิจเวลเนสไทยให้ก้าวสู่การเป็นธุรกิจบริการมูลค่าสูง พร้อมสร้างระบบนิเวศด้าน Health & Wellness ที่แข็งแกร่งในระยะยาว โดยหนึ่งในความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมเวลเนสไทยในปัจจุบัน คือเพดานราคา เนื่องจากบริการจำนวนมากยังแข่งขันกันด้วยรูปแบบเดิมและไม่สามารถเพิ่มมูลค่าได้อย่างเต็มศักยภาพ

ดังนั้น แนวทางสำคัญที่จะช่วยยกระดับธุรกิจ คือ การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาสนับสนุน โดยการต่อยอดจุดแข็งจากทุนวัฒนธรรมไทย เช่น สมุนไพรไทย ภูมิปัญญาพื้นบ้าน หรือศาสตร์การดูแลสุขภาพดั้งเดิม ผสานเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้บริการไทยในตลาดโลก วันนี้คำว่า Relaxation ไม่ได้หมายถึงแค่การพักผ่อนอีกต่อไป แต่กำลังเชื่อมโยงกับกระแส Longevity หรือการดูแลสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยืนยาว ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงและเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก หากประเทศไทยสามารถยกระดับอุตสาหกรรมเวลเนสให้ตอบโจทย์เทรนด์ดังกล่าวได้ จะไม่เพียงสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคบริการ แต่ยังช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยได้อีกมหาศาล

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า อุตสาหกรรมเศรษฐกิจสุขภาวะ หรือ Wellness เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพและการขยายตัวสูงที่สุดในโลก โดยมีมูลค่ารวมกว่า 6.32 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7.32 ต่อปี ซึ่งประเทศไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 9 ของตลาด Wellness ในเอเชียแปซิฟิก และอันดับที่ 24 ของโลกด้วยมูลค่ารวมกว่า 40.5 พันล้านเหริยญสหรัฐ โดยมีจุดแข็งชัดเจนในด้าน Wellness Tourism, Healthy Eating & Nutrition และ Personal Care & Beauty จากความได้เปรียบทางด้านทรัพยากร ภูมิปัญญาท้องถิ่น และภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยที่ผ่านมา NIA ดำเนินงานภายใต้บทบาท “ผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม” หรือ Focal Conductor ที่พร้อมเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของไทยให้มีความเข้มแข็ง และเป็นระบบที่เปิดกว้าง (Open Ecosystem) ได้ดำเนินงานผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่ Groom Grant Growth และ Global จึงได้มุ่งเน้นการสนับสนุนอุตสาหกรรม Wellness ไทยอย่างครบวงจร เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงทรัพยากรและเครือข่ายนวัตกรรม เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ สร้างงาน สร้างรายได้ใหม่ ผ่าน 4 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) การเชื่อมโยงธุรกิจนวัตกรรม 2) การยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการและทักษะแรงงานด้านเวลเนส 3) การขับเคลื่อนผ่าน Thailand Innovation Hubs และ 4) การขยายผลและสร้างการรับรู้ระดับนานาชาติ เพื่อสร้างบริการให้มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และสร้างความแตกต่างที่มีมูลค่าสูงต่อไป

ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นเสมือนเครื่องยนต์ทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่อุตสาหกรรมที่มีความเป็นนวัตกรรมและก้าวกระโดดได้เป็นอย่างดี ผ่านเครือข่ายที่เข้มแข็งและระบบการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมเวลเนสของไทยได้เดินทางมาถึง "จุดเปลี่ยน" ที่แม้ว่าเราจะได้รับการยอมรับระดับโลกในเรื่อง Hospitality และการบริการด้าน Relaxation แต่การจะก้าวไปสู่ตลาด Medical & Longevity Wellness ที่มีมูลค่าสูงกว่าหลายเท่าตัวนั้น ไม่สามารถใช้แค่ "ความรู้สึก" เป็นจุดขายได้อีกต่อไป โดยเฉพาะลูกค้ายุคใหม่ (เช่น กลุ่ม High-Net-Worth) ที่ต้องการผลลัพธ์ซึ่งจับต้องได้ พวกเขาต้องการเห็ผลตอบแทนด้านสุขภาพที่ชัดเจนเป็นวิทยาศาสตร์ (Wellness ROI) ซึ่งจุฬาฯ มีความพร้อมในการเป็นพันธมิตรด้านงานวิจัยให้กับภาคเอกชน โดยจะทำหน้าที่เชื่อมโยงตั้งแต่ห้องปฏิบัติการสู่การทดสอบทางคลินิก และผลักดันสู่ความสำเร็จทางธุรกิจภายใต้แนวคิด From Bench to Bedside to Business เราจะทำ Fast-Track Scientific Validation เพื่อเปลี่ยนคำว่า “รู้สึกดีขึ้น” ให้เป็น “ผลลัพธ์ทางคลินิกที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์” นี่คือ การสร้างปรากฏการณ์ High-Touch meets High-Tech โดยผสานภูมิปัญญาไทยเข้ากับวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ภายในงานยังได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมมาให้ข้อมูลแนวโน้มที่สำคัญของการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเวลเนสของไทยให้สามารถสร้างความสามารถทางการแข่งขันแบบใหม่ในเวทีโลก ด้วยการนำจุดแข็งที่หลากหลายของระบบการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมเวลเนสของไทย ทั้งด้านความเป็นที่หนึ่งของการให้บริการด้านเวลเนสในระดับภูมิภาค ความพร้อมของระบบสนับสนุน Medical hub ของไทย รวมถึงทิศทางการจัดสรรงบประมาณและนโยบายระดับชาติที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม คือ กุญแจสำคัญที่จะทำให้อุตสาหกรรม Wellness ของไทยเกิดความยั่งยืน และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อ GDP ของประเทศได้อย่างมหาศาล ซึ่งในงานนี้ได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์ สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ประธานคณะกรรมการพิจารณางบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม คุณกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหาร บริษัท ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท จํากัด และนายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และ บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จํากัด (มหาชน) ร่วมเป็นวิทยากร

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เน้นย้ำว่า งานสัมมนาครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างเครือข่ายนวัตกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานคุณค่าอย่างยั่งยืน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ส่งสัญญาณถึงวงการธุรกิจสุขภาพและนักลงทุนว่า อุตสาหกรรมเวลเนสของไทยพร้อมแล้วที่จะก้าวทะยานสู่ยุคใหม่ ยุคที่นวัตกรรมและวิทยาศาสตร์จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการสร้างผลกำไรระดับสูงและความสำเร็จที่ยั่งยืนบนเวทีโลก


แท็กที่เกี่ยวข้อง