
AmericanFortress เปิดตัวระบบป้องกัน Quantum Attack สำหรับคริปโทเคอร์เรนซี โดยอ้างว่าสามารถปกป้องบิตคอยน์ยุคแรกของ Satoshi Nakamoto และกระเป๋าที่ไม่มีการเคลื่อนไหวอีกหลายล้าน BTC ได้โดยไม่ต้องย้ายเหรียญครั้งใหญ่ ขณะที่แนวทางดังกล่าวเตรียมใช้ Soft Fork และ Zero-Knowledge Proofs เพื่ออัปเกรดเครือข่ายแบบย้อนหลังได้
บริษัท AmericanFortress สตาร์ตอัปผู้พัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เน้นความเป็นส่วนตัว ซึ่งเพิ่งได้รับเงินระดมทุนรอบ Seed Round มูลค่า 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ได้เปิดตัวระบบลายเซ็นดิจิทัลต้านทานควอนตัม (Post-quantum signature scheme) ที่อยู่ระหว่างการจดสิทธิบัตร เทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องระบบนิเวศคริปโทเคอร์เรนซีทั่วโลกจากการถูกแฮ็กด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต โดยที่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องแห่โอนย้ายสินทรัพย์ขนานใหญ่
มิคาล โพสเปสซาลสกี (Michal Pospieszalski) ซีอีโอของ AmericanFortress อธิบายถึงภัยคุกคามนี้ว่า แม้คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะยังไม่สามารถเจาะรหัสผ่านหลัก (Master seed phrases) ได้ แต่ก็มีความสามารถมากพอที่จะคำนวณย้อนกลับเพื่อหารหัสผ่านส่วนตัว (Private keys) จากกระเป๋าเงินดิจิทัลที่มีการเปิดเผยเลขบัญชีสาธารณะ (Public keys) บนบล็อกเชนไปแล้ว ซึ่งปัจจุบันมีสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่ากว่า 6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ตกอยู่ในความเสี่ยงนี้ รวมถึงกระเป๋าเงินบนเครือข่าย Solana ทั้งหมด 100% ด้วย
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ “กระเป๋าเงินที่ไม่มีการเคลื่อนไหว” โดยเฉพาะบิตคอยน์ยุคแรกเริ่มของ “ซาโตชิ นากาโมโตะ” ผู้สร้างบิตคอยน์จำนวน 1.1 ล้านเหรียญ และบิตคอยน์ในบัญชีเก่าอื่นๆ อีกเกือบ 5 ล้านเหรียญ ซึ่งมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หากปล่อยให้ช่องโหว่นี้ยังคงอยู่ แฮ็กเกอร์อาจใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมเจาะระบบ กวาดเหรียญทั้งหมดไปเทขายทิ้งในตลาด ซึ่งจะสร้างความเสียหายอย่างประเมินค่าไม่ได้
เพื่อให้เห็นภาพ กระเป๋าเงินบิตคอยน์ในยุคของซาโตชิ ถือเป็นกระเป๋ารุ่นเก่า (Pre-BIP32) ที่ไม่สามารถกดอัปเกรดระบบความปลอดภัยอัตโนมัติได้เหมือนกระเป๋าเงินรุ่นใหม่ๆ ทาง AmericanFortress จึงเสนอทางออกด้วยการใช้การอัปเกรดเครือข่ายแบบ “Soft fork” ที่ยังคงรองรับระบบเดิมร่วมกับเทคโนโลยีการพิสูจน์โดยไม่เปิดเผยข้อมูล (Zero-knowledge proofs)
ระบบนี้จะทำงานโดยการ “แช่แข็ง” (Freeze) กระเป๋าเงินรุ่นเก่าที่อ่อนแอเหล่านี้ไว้โดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครสามารถเข้าถึงเงินได้ หลังจากนั้น เมื่อถึงวันที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมพัฒนาจนสามารถเจาะระบบได้จริง (Q-day) ชุมชนผู้ใช้งานจะใช้ระบบการปกครองเครือข่าย (Governance) เพื่อโหวตลงมติกันอีกครั้งว่า จะย้ายเหรียญ จะทำลายทิ้ง (Burn) หรือจะนำสินทรัพย์ที่ถูกแช่แข็งเหล่านี้ไปกระจายใหม่
สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่ยังแอคทีฟอยู่ การอัปเกรดไปสู่ระบบป้องกันควอนตัมนั้นทำได้ง่ายมาก เพียงแค่อัปเดตซอฟต์แวร์และกดยืนยันผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งใช้เวลาเพียง 50 มิลลิวินาทีเท่านั้น ที่สำคัญคือ ระบบนี้มีต้นทุนที่ถูกมากและไม่ทำให้เครือข่ายทำงานช้าลงแต่อย่างใด ต่างจากการทดสอบระบบความปลอดภัยควอนตัมแบบเดิมๆ ที่มักจะทำให้ระบบประมวลผลช้าลงถึง 40%
นอกจากนี้ โปรโตคอลดังกล่าวยังสามารถนำไปใช้ปกป้องเครือข่ายหลักอื่นๆ เช่น Ethereum, Solana และ Tron ได้อีกด้วย
ทั้งนี้ ทางบริษัทเตรียมเปิดให้หารือเกี่ยวกับวิธีการเข้ารหัสลับสำหรับบิตคอยน์ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ก่อนที่จะมีการนำเสนออย่างเป็นทางการในวันที่ 2 มิถุนายน ที่กรุงปารีส โดยซีอีโอของ AmericanFortress ทิ้งท้ายอย่างมั่นใจว่า “การปกป้องบิตคอยน์จากภัยคุกคามควอนตัมอย่างฉับพลัน สามารถเป็นจริงได้แล้วในขณะนี้”
ที่มา : Coindesk
🤖 efin AI

Digital Asset News Editor, efinanceThai