เปิดไทม์ไลน์ WSOL (หุ้น SABUY เดิม) เข้าตลาดฯ ไม่ถึง 6 ปี ธุรกิจพัง เข้าแผนฟื้นฟูฯ

รูป เปิดไทม์ไลน์ WSOL (หุ้น SABUY เดิม) เข้าตลาดฯ ไม่ถึง 6 ปี ธุรกิจพัง เข้าแผนฟื้นฟูฯ

efinAI


ย้อนรอย “บมจ.สบาย เทคโนโลยี (SABUY)” อดีต Growth Stock ที่เคยเดินหน้าขยายอาณาจักรธุรกิจ เข้าลงทุน-ซื้อหุ้น เป็นว่าเล่น เอี่ยวหลาย บจ. ดันราคาหุ้นพุ่งกว่า 10 เด้ง ก่อนพบเป็นเพียงแค่การขายฝัน 3 ปีหลังขาดทุนอ่วม ผู้ถือหุ้นเดิมหลังเล่นแร่แปรธาตุด้วยกลไกตลาดทุนฉ่ำ ทิ้งเผือกร้อนกอดเงินสบาย ให้ผู้ถือหุ้นใหม่ตามแก้ ปรับโครงสร้างธุรกิจ เปลี่ยนชื่อเป็น “บมจ.ดับบลิว เอส โอ แอล (WSOL)” แต่ไม่ทัน ปัญหาสะสมเกินเยียวยา ขาดสภาพคล่อง ผิดชำระหนี้ ต้องขอเข้าแผนฟื้นฟูฯ

มีปัญหาตั้งแต่ยังไม่เข้าตลาดฯ

หากยังจำกันได้ ก่อนจะชื่อ “บมจ.สบาย เทคโนโลยี (SABUY)” จนถึง “บมจ.ดับบลิว เอส โอ แอล (WSOL)” ราว 10 ปีก่อน บริษัทนี้เคยชื่อ “เวนดิ้ง คอร์ปอเรชั่น” ภายใต้องคาพยพของ “บมจ.เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี (AJA)” พระเอกตัวจริง (เรื่องการขายฝัน) โดยเริ่มดำเนินธุรกิจตู้เติมเงินอัตโนมัติแบรนด์ “เอเจเติมสบาย” และ “เติมสบายพลัส” ที่ตั้งเป้าหมายสุดยิ่งใหญ่ด้วยการจะขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจ “ตู้เติมเงิน” ดึงดูดเซียนหุ้นรายใหญ่อย่าง “เสี่ยยักษ์” วิชัย วชิระพงศ์ เข้าร่วมลงทุน

แต่ผลงานกลับดีแค่ช่วงแรก จากนั้นธุรกิจมีปัญหาภายใน แถมขาดทุนยับ จนต้องเพิ่มทุนครั้งมโหฬาร ซึ่งผู้รับเผือกร้อนก็คือกลุ่มของ “เสี่ยยักษ์” นั่นเอง ต้องเติมเงินเข้าไปในบริษัทนี้ กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และแยกออกมาบริหารเอง โดยสามารถปรับปรุงภายธุรกิจให้พลิกฟื้นมีกำไร จนคุณสมบัติพร้อมขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ได้

เริ่มอาละวาดตลาดหุ้นไทย 11 พ.ย.63

“บมจ.สบาย เทคโนโลยี (SABUY)” เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เมื่อ 11 พ.ย.2563 ขายไอพีโอ 157 ล้านหุ้น ราคา 2.50 บาท (พาร์ 1 บาท) รวมมูลค่าระดมทุน 392.54 ล้านบาท โดยเป็นหุ้นออกใหม่ 117 ล้านหุ้น และหุ้นของ “วิชัย วชิระพงศ์” อีก 40 ล้านหุ้น ซึ่งหลังไอพีโอ ไม่มีกลุ่ม “เสี่ยยักษ์” ถืออีกต่อไป

ผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มใหม่หลังไอพีโอ ประกอบด้วย 1.กลุ่มตระกูล “รุจนพรพจี” ขึ้นมาถือหุ้นใหญ่แทน รวม 299.94 ล้านหุ้น (29.85%) นำโดย “ชูเกียรติ รุจนพรพจี” , “วิจิตรา ปิ่นเรืองหิรัญ” และ “ภรัณยา รุจนพรพจี”

2.กลุ่มตระกูล “วีระประวัติ” รวม 285.9 ล้านหุ้น (28.45%) ได้แก่ “อานนท์ชัย วีระประวัติ”, “อติกานต์ จึงวิวัฒนวงศ์” และ “เพ็ญศรี วีระประวัติ”

3.กลุ่มตระกูล “ชัยลิมปมนตรี” รวม 41.14 ล้านหุ้น (4.09%) ประกอบด้วย “วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี” และ “วรัญญา ชัยลิมปมนตรี”

ใช้เวลาไม่ถึง 2 ปี ราคาพุ่ง 1,420%

ราคาหุ้น “บมจ.สบาย เทคโนโลยี (SABUY)” เข้าซื้อขายวันแรกปิดตลาด 1.87 บาท ลดลง 25.20% เทียบราคาไอพีโอที่ 2.50 บาท สร้างความตกตะลึงพอสมควร เพราะมีไม่กี่หุ้นไอพีโอในยุคนั้น ที่เทรดวันแรกราคาดิ่งแรง จากนั้นก็เคลื่อนไหวอยู่แถว 1-2 บาทจนถึงสิ้นปี 63

อย่างไรก็ดี พอเริ่มต้นปี 64 หุ้นบริษัทนี้ เหมือนได้ยาเพิ่มพลัง เพราะ 23 ก.พ.64 อยู่ ๆ ก็ดีดทำ Ceiling และวันถัดไปราคาวิ่งทะลุ 3 บาท และหลังจากนั้น ก็เป็นขาขึ้นชัดเจน ปิดปี 64 ที่ 24.70 บาท เพิ่มขึ้นถึง 1,265% จากสิ้นปี 63 ที่ปิด 1.81 บาท

ต้นปี 65 ยังไปได้ต่อ ขึ้นไปทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 38 บาท เมื่อ 18 ม.ค.65 เพิ่มขึ้น 1,420% จากราคาไอพีโอ หรือกว่า 14 เด้ง ในเวลาเพียงไม่ถึง 2 ปี !!!

หมดรอบเข้าสู่ขาลงเต็มรูปแบบ ล่าสุดเหลือเพียง 0.19 บาท

หลังถึงจุดสุดยอด จากนั้นราคาก็เริ่มไหลลงต่อเนื่อง โดยปี 65 ปิดที่ 11.30 บาท หรือ -54% จากสิ้นปี 64 และ -70% จากราคาสูงสุด

แม้ต้นปี 66 เหมือนจะดีขึ้น แต่ก็ไปได้ไม่ถึงไหน เพราะกลางปีราคาเริ่มหลุด 10 บาท และไหลลงไม่หยุด ปิดปีที่ 5.05 บาท ลดลง 55% จากสิ้นปี 65

ขณะเดียวกันตั้งแต่ครึ่งหลังปี 67 ราคาหุ้นก็หลุด 1 บาท และไม่เคยกลับขึ้นไปได้อีกเลย จนล่าสุดก่อนถูกพักการซื้อขายเมื่อ 27 ก.พ.69 (เพราะส่วนผู้ถือหุ้นติดลบ) ราคาปิดอยู่ที่เพียง 0.19 บาท เท่านั้น โดยมีผู้ถือหุ้นติดดอย ณ วันปิดสมุด 16 มี.ค.69 รวมกว่า 2 หมื่นราย

กำไรโตแค่ 3 ปีแรก จากนั้นขาดทุนยับ

ด้านผลประกอบการ ตั้งแต่เข้าตลาดฯ ปี 63-65 กำไรสุทธิเติบโตก้าวกระโดดต่อเนื่อง โดยปี 63 ทำได้ 102 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 76% จากปี 62), ปี 64 ทำได้ 214 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 109% จากปี 63) และปี 65 ทำได้ 1,490 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 597% จากปี 64) ซึ่งถือว่าสอดคล้องกับราคาหุ้นที่พุ่งแรงข้างต้น จนตลาดฯ มองว่าเป็น Growth Stock ที่น่าจับตา

แต่หลังจากนั้นก็กลับตาลปัตร เพราะปี 66 พลิกขาดทุนสุทธิ 641 ล้านบาท ต่อเนื่องปี 67 ขาดทุนถึง 6,239 ล้านบาท และล่าสุดปี 68 ขาดทุนอีก 4,825 ล้านบาท ทำให้ส่วนผู้ถือหุ้นติดลบถึง 3,256 ล้านบาท โดยมีขาดทุนสะสมสูงลิ่วระดับ 12,852 ล้านบาท

ลุยลงทุนเป็นว่าเล่น เอี่ยวซื้อหุ้น บจ. เพียบ

“บมจ.สบาย เทคโนโลยี (SABUY)” ภายใต้การบริหารของกลุ่ม ตระกูล “รุจนพรพจี” และ “วีระประวัติ” ดำเนินธุรกิจเชิงรุกตั้งแต่ปีที่ 2 ที่เข้าตลาดฯ เดินหน้าประกาศเข้าลงทุน ซื้อหุ้น บริษัททั้งในและนอกตลาดฯ จำนวนมาก มูลค่าตั้งแต่หลักหลายสิบล้านยันหลายพันล้านบาท โดยไฮไลต์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งอยู่ในช่วงปี 64-66

วาดฝันการขยายอาณาจักรสุดยิ่งใหญ่อลังการ โดยมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่เกี่ยวข้องหลายบริษัท อาทิ เข้าซื้อหุ้น บมจ.ทีบีเอสพี (TBSP), บมจ.ที.เค.เอส. เทคโนโลยี (TKS), บมจ.แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (AIT), บริษัทย่อยของ บมจ.คอมเซเว่น (COM7), บมจ.อาร์เอส (RS), บมจ.แอสเฟียร์ อินโนเวชั่นส์ (AS), บมจ.ซิงเกอร์ประเทศไทย (SINGER) และ บมจ.ทีเอสอาร์ ลิฟวิ่ง โซลูชั่น (TSR) เป็นต้น ซึ่งมีทั้งที่ซื้อสำเร็จและยกเลิก รวมถึงขายออกไปในภายหลัง

กลยุทธ์สำคัญคือใช้กลไกของตลาดทุนและวิศวกรรมทางการเงิน ด้วยการออกหุ้นเพิ่มทุนเพื่อชำระค่าหุ้น โดยเฉพาะช่วงที่ราคาหุ้นอยู่ระดับสูง ซึ่งจากธุรกรรมข้างต้นช่วงปี 64-67 มี บจ.หลายราย เข้าถือหุ้นใหญ่ “บมจ.สบาย เทคโนโลยี (SABUY)” หลายบริษัท อาทิ TKS, COM7, TSR, AS และ บมจ.มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MGT)

นอกจากนี้มีการใช้เงินกู้และหุ้นกู้รวมอยู่ในกระบวนการด้วย งบการเงินล่าสุดปี 68 บริษัทมีหนี้สินรวมถึง 6,133 ล้านบาท สูงกว่าสินทรัพย์รวมเกือบเท่าตัวที่อยู่ระดับเพียง 3,287 ล้านบาท และนัดผิดชำระหนี้ไปเรียบร้อย

ผู้ถือหุ้นเดิมลอยตัว ปี 68 เปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่-ชื่อบริษัท

บริษัทนี้ต้องมีคนมารับเผือกร้อนตลอดเวลา หลังผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมที่อยู่มาตั้งแต่ไอพีโออย่าง ตระกูล “รุจนพรพจี” และ “วีระประวัติ” เล่นแร่แปรธาตุแบบฉ่ำ ๆ ตั้งแต่เข้าตลาดจนถึงปี 67 จากนั้นก็ได้เวลาขายหุ้นทิ้ง โดยวันปิดสมุด 17 มี.ค.68 ไร้เงาผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดิมอีกต่อไป กลายเป็น “อิทธิชัย พูลวรลักษณ์” และ “Insignia Holdings Limited” ที่ถือหุ้นสัดส่วน 14.91% และ 14.39% ตามลำดับ โดยยังเหลือ บจ.ที่ถือหุ้นใหญ่คือ TKS, MGI, AS และ TSR

หลังจากนั้นมีการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “บมจ.ดับบลิว เอส โอ แอล (WSOL)” แต่เหมือนจะไม่ทันกาลที่จะพลิกฟื้นธุรกิจได้ เพราะความเละเทะภายในถูกสะสมมากเกินไป

ข้อมูลล่าสุด ณ 16 มี.ค.69 ผู้ถือหุ้นใหญ่ยังคงเป็น “อิทธิชัย พูลวรลักษณ์” สัดส่วน 14.39% แต่อันดับ 2 เปลี่ยนเป็น “MORGAN STANLEY & CO. INTERNATIONAL PLC” สัดส่วน 14.39% โดยมี บจ.ที่ยังถืออยู่เหมือนเดิมคือ TKS, MGI, AS และ TSR แต่เหลือสัดส่วนน้อยเพียง 0.58-2.06% เท่านั้น

ผู้ถือหุ้นใหม่แก้ไม่ไหว ขอเข้าแผนฟื้นฟูฯ

ล่าสุด 20 เม.ย.69 ที่ประชุมคณะกรรมการ WSOL มีมติยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาล โดยให้บริษัทเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อแก้ไขปัญหาทางการเงิน โดยแต่งตั้ง บริษัท อีวาย คอร์ปอเรท แอดไวซอรี่ เซอร์วิสเซส จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และ บริษัท วีระวงศ์ ชินวัตร และพาร์ทเนอร์ส จำกัด เป็นที่ปรึกษากฎหมาย เพื่อสนับสนุนบริษัทในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการที่สอดคล้องกับแผนธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทรวมถึงเป็นธรรมกับบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลาย

WSOL ระบุว่า ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผู้ผู้ถือหุ้นใหม่ได้เข้ามาบริหาร ได้ปรับโครงสร้างองค์กร มุ่งเน้นการคัดกรองคุณภาพรายได้ ลดความซ้ำซ้อนของธุรกิจ และปรับลดกิจการที่มีต้นทุนสูง แต่ไม่สามารถสร้างกระแสเงินสดหรือผลตอบแทนที่เหมาะสมเพื่อให้ส่วนธุรกิจที่คงอยู่สามารถทำกำไรและสร้างกระแสเงินสดได้จริง โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้งในระยะสั้นและระยะกลางคือ ภาระทางการเงินที่เกิดก่อนที่ผู้ถือหุ้นกลุ่มใหม่เข้ามาบริหาร ทำให้บริษัทขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรง ไม่สามารถดำเนินธุรกิจให้เป็นไปได้อย่างเหมาะสม

ระหว่างที่บริษัทอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการ WSOL และบริษัทในเครือที่ดำเนินธุรกิจ ได้แก่ PTECH (Plus Tech Innovation Public Company Limited), Prompt Speed, Prompt Solutions และ Love Prompt ยังคงให้บริการแก่ผู้ใช้งาน (Unique Users) กว่า 6 ล้านราย ผ่านจุดบริการกว่า 50,000 แห่งทั่วประเทศ ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้รับผลกระทบจากกระบวนการนี้

การฟื้นฟูกิจการเป็นกระบวนการปรับโครงสร้างภายใต้การกำกับดูแลของศาล เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้และผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย และช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ นับเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนและยังประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย

ตลท.เปิดให้ซื้อขายชั่วคราว 14 เม.ย. – 25 พ.ค.นี้ ก่อน SP ยาว

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ประกาศปลดเครื่องหมายพักการซื้อขาย (SP) ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย. – 25 พ.ค.69 ก่อนกลับมาขึ้น “SP” อีกครั้งวันที่ 26 พ.ค.69 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ โดยยังคงเครื่องหมาย “NC” และให้ซื้อด้วยบัญชี Cash Balance

ทั้งนี้ ขอให้ผู้ลงทุนใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์ และโปรดศึกษาข้อมูลของ WSOL โดยละเอียด เช่น ข่าวย้อนหลัง ฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน ความเห็นผู้สอบบัญชี ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ คณะกรรมการ เป็นต้น ตลอดจนความเสี่ยงและปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

หมายเหตุ : ไม่กำหนด Auto Pause สำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ WSOL ในวันที่ 24 เม.ย.69 ซึ่งเป็นวันแรกที่มีการซื้อขาย ต่อเนื่องไปจนกว่าหลักทรัพย์จะมีการซื้อขาย

นอกจานี้ กำหนดให้การซื้อขายหลักทรัพย์ WSOL ในวันแรกมีราคาสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor) ไม่เกินหนึ่งเท่าจากราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย หากในวันที่ 24 เม.ย.69 ไม่มีการซื้อขายหลักทรัพย์ WSOL ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะใช้เกณฑ์ราคาสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor) นี้ต่อเนื่องไปจนกว่าจะมีการซื้อขายหลักทรัพย์นั้น และเมื่อได้มีการซื้อขายหลักทรัพย์ WSOL แล้ว ในวันทำการถัดไปราคาสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor) ของหลักทรัพย์ WSOL จะถูกปรับให้เป็นไปตามเกณฑ์ปกติ

Related Topics

Reported by

Sarapong Nuntivong

Sarapong Nuntivong

Senior News Editor, efinanceThai