กับดักความระแวง? เมื่อการทูต “คุยไปรบไป” ของทรัมป์ พาดีลสันติภาพอิหร่านล่ม

efinAI
จนถึงขณะนี้ สงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ รวมถึงอิสราเอล ซึ่งดำเนินมาสองเดือนเต็ม แม้จะพยายามตั้งโต๊ะเจรจาหย่าศึกไปรอบหนึ่งแล้ว เมื่อช่วงกลางเดือนเม.ย. แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีข้อตกลงที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้น
ล่าสุด เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่ทั่วโลกรอลุ้นว่า จะมีการเจรจารอบ 2 เกิดขึ้นหรือไม่ คณะผู้แทนสหรัฐฯ ที่เตรียมสแตนด์บายรอขึ้นเครื่องบินตรงไปอิสลามาบัด ก็ต้องรอเก้อ เป็นอันต้องประกาศยกเลิกการเดินทาง หลังอับบาส อารักชี รมว.ต่างประเทศอิหร่าน ตีตั๋วกลับบ้านทันทีหลังยื่นข้อเสนอแนวทางยุติความขัดแย้งให้กับตัวกลางคือปากีสถานรับเรื่องต่อ โดยไม่รอคุยกับสหรัฐฯ และให้เหตุผลว่า ฝั่งอิหร่านจะไม่เจรจากับสหรัฐฯ ภายใต้แรงกดดัน การข่มขู่ และการปิดล้อมอย่างที่เป็นอยู่
ความล้มเหลวที่เกิดขึ้น แม้คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายจะตกลงกันไม่ได้เรื่องการระงับโครงการนิวเคลียร์และข้อพิพาทในช่องแคบฮอร์มุซ แต่นั่นอาจเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ลึกลงไปกว่านั้นคือ ความไม่ไว้วางใจในตัวผู้นำสหรัฐฯ ที่กลับไปกลับมา
ย้อนรอยทรัมป์ฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์
อิหร่านมีบทเรียนมาแล้วในปี 2018 ซึ่งทรัมป์นำสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงร่วมว่าด้วยแผนปฏิบัติการครอบคลุม (Joint Comprehensive Plan of Action – JCPOA) ซึ่งใช้เวลากว่า 20 เดือนในการเจรจากับรัฐบาลบารัค โอบามาในขณะนั้น จนนำไปสู่การบรรลุข้อตกลงกับ 5 ชาติสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ประกอบด้วยจีน ฝรั่งเศส รัสเซีย สหราชอาณาจักร สหรัฐฯ ร่วมด้วยเยอรมนีและสหภาพยุโรป (EU) เมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2015
ทรัมป์เรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็นหายนะ ทั้งที่ในขณะนั้นทุกฝ่าย รวมถึงหน่วยงานตรวจสอบระหว่างประเทศ ยืนยันว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงอย่างเคร่งครัด ทรัมป์ไม่ได้อ้างว่าอิหร่านละเมิดข้อตกลง แต่ถอนตัวเพียงเพราะไม่ชอบข้อตกลงนี้เท่านั้น ก่อนกระหน่ำคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน และเพื่อตอบโต้การคว่ำบาตร อิหร่านจึงเริ่มละเมิดข้อกำหนดและเร่งเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจนใกล้เคียงกับเกรดอาวุธ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าอิหร่านขยับเข้าใกล้ขีดความสามารถในการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
ต่อมารัฐบาลโจ ไบเดน พยายามโน้มน้าวให้อิหร่านกลับเข้าสู่ข้อตกลง ผู้นำอิหร่านได้ยื่นเงื่อนไขสำคัญคือ จะต้องรับรองว่ารัฐบาลทรัมป์ในอนาคตจะไม่ฉีกข้อตกลงทิ้งอีก ซึ่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในขณะนั้นยอมรับว่าไม่มีทางที่จะรับประกันได้
ยุทธศาสตร์ “คุยไปรบไป” ของทรัมป์
ในเดือนมิ.ย. 2025 ทรัมป์ใช้ความคืบหน้าในการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์อิหร่านมาเป็นข้ออ้างในการเปิดปฏิบัติการ “Midnight Hammer” สั่งโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน ในขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาผ่านโอมาน
ครั้งล่าสุดเมื่อปลายเดือนก.พ. ที่ผ่านมา ทรัมป์ส่งคณะผู้แทนไปร่วมเจรจาที่สวิตเซอร์แลนด์หนึ่งวันก่อนที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลจะร่วมกันโจมตีอิหร่านและสังหารอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดในขณะนั้น โดยอ้างว่าเพื่อขจัดภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่เพิ่งเข้าสู่ขั้นแรกของการเจรจา จึงไม่แปลกที่อิหร่านจะตั้งการ์ดสูงขึ้นและไม่ไว้วางใจสหรัฐฯ
ปั่นโซเชียลจนดีลพัง
การทูตตะโกนผ่านสื่อและโพสต์โซเชียลรายชั่วโมงดูจะเป็นสิ่งที่ทรัมป์ถนัดมากที่สุด แต่นั่นคือสิ่งที่เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลพยายามห้ามมาโดยตลอด โดยเฉพาะรายละเอียดการเจรจาที่ยังไม่ได้ข้อสรุป ทรัมป์ต่อสายตรงถึงผู้สื่อข่าวหลายสำนักเมื่อสัปดาห์ก่อน ขณะที่ปากีสถานกำลังรายงานความคืบหน้าหลังหารือกับเจ้าหน้าที่อิหร่านในกรุงเตหะราน
ฝั่งทรัมป์ก็เดินเกมให้ข่าวกับบลูมเบิร์กอ้างว่า อิหร่านตกลงที่จะระงับโครงการนิวเคลียร์แบบไม่มีกำหนด, ให้ข่าวกับ CBS News ว่าอิหร่านยอมศิโรราบทุกอย่างแล้ว และจะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในการขนย้ายยูเรเนียมออกไป รวมถึงแจ้งกับ Axios ว่าการประชุมน่าจะเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นั้น (ช่วงวันที่ 18-19 เม.ย.) และเชื่อว่าจะปิดดีลได้ภายในวันสองวัน
เจ้าหน้าที่รัฐบาลทรัมป์บางส่วนให้ข้อมูลกับ CNN เป็นการส่วนตัวว่า การออกมาให้ความเห็นต่อสาธารณะของประธานาธิบดีนั้นเป็นผลเสียต่อการเจรจาอย่างมาก เนื่องจากเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและอิหร่านเองก็มีความระแวงสหรัฐฯ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ขณะที่อิหร่านได้ออกมาปฏิเสธคำกล่าวอ้างเหล่านั้นอย่างแข็งกร้าว พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีการเตรียมตัวสำหรับการเจรจารอบใหม่แต่อย่างใด
การที่ทรัมป์ใช้โซเชียลมีเดียในการเจรจาสร้างความไม่พอใจให้อิหร่านเป็นอย่างมาก เพราะทำให้ดูเหมือนว่า พวกเขายอมรับในเงื่อนไขที่ยังตกลงกันไม่ได้ สำหรับผู้มีอำนาจในรัฐบาลอิหร่านนั่นคือ การถูกมองว่าอ่อนแอในสายตาประชาชน
อุปสรรคทางโครงสร้างและเทคนิคในการกำหนดข้อตกลง
แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถก้าวข้ามกำแพงของการไม่หักหลังอีกฝ่าย แต่ความไม่ไว้วางใจที่หยั่งลึกทำให้การเจรจาซับซ้อนยิ่งขึ้น ขัดกับที่ทรัมป์กล่าวว่าจะจบลงอย่างรวดเร็ว นักการทูตผู้เจนสนามและผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านต่างมองว่า ความคาดหวังของทรัมป์นั้นดูจะเป็นบวกเกินไป
โรเบิร์ต มัลลีย์ อดีตหัวหน้าคณะเจรจากับอิหร่านในสมัยรัฐบาลโอบามาและไบเดน ให้ความเห็นว่า “เรื่องนี้ซับซ้อนมาก เพราะข้อแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่ที่อิหร่านต้องทำนั้นมีผลเป็นรูปธรรมและไม่อาจย้อนกลับคืนได้ ไม่ว่าจะเป็นการส่งมอบยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ หรือการลดระดับความเข้มข้นของมันลง ในทางกลับกัน ข้อแลกเปลี่ยนที่สหรัฐฯ ต้องทำกลับเป็นเพียงนามธรรมและย้อนกลับได้ง่าย เช่น การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร หรือการปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่าน
มัลลีย์วิเคราะห์ต่อไปว่า อิหร่านจะยืนยันขอใช้แนวทางค่อยเป็นค่อยไปแบบขั้นบันไดในการปฏิบัติตามข้อตกลง เพื่อเป็นบททดสอบว่าทรัมป์จะปฏิบัติตามสัญญาจริงหรือไม่
แต่ทรัมป์ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความอดทนต่ำ เขาอาจปฏิเสธ หรือไม่ยอมรับแนวทางที่ล่าช้าเช่นนี้
ปัญหาซ้ำซ้อนภายในรัฐบาลอิหร่าน
นอกจากปัญหาของผู้นำตนเองแล้ว สหรัฐฯ ยังตั้งข้อสังเกตว่ามีความแตกแยกเกิดขึ้นในฝั่งอิหร่าน ระหว่างทีมเจรจาที่นำโดยโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานสภาแห่งชาติ และอับบาส อารักชี รมว.ต่างประเทศ กับฝั่งกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ท่ามกลางกระแสข่าวว่า กาลิบาฟ ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าทีมเจรจาเมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา
กาลิบาฟเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านที่มีความยืดหยุ่นค่อนข้างมาก ซึ่งคาดว่าการลาออกของเขานั้นเป็นเพราะถูกกดดันจาอิทธิพลที่เพิ่มขึ้นของ IRGC ซึ่งเป็นสายแข็ง หากได้รับการยืนยันเช่นนั้นจริง คาดว่าจะทำให้การเจรจาทวิภาคีซับซ้อนยิ่งขึ้น นำไปสู่คำถามว่าท้ายที่สุดแล้ว ใครจะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจลงนามในข้อตกลงได้
เมื่อการต่อรองกลายเป็นเพียงอาวุธและคำมั่นสัญญาพร้อมถูกฉีกทิ้งเพียงปลายนิ้วบนโซเชียล สันติภาพจึงกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ภายใต้เงาปืน “คุยไปรบไป” ทรัมป์อาจเชื่อว่าตนเองกำลังคุมเกม แต่สำหรับอิหร่าน… ในโลกที่ความไว้ใจติดลบ การเดินออกจากโต๊ะเจรจาอาจเป็นการรักษาศักดิ์ศรีที่คุ้มค่ากว่าการยอมจำนนต่อความไร้สัจจะ
ที่มา New York Times และ CNN
Related Topics
Reported by

Supak Hophungju
Head of International News Department, efinanceThai






