ธ.ก.ส. ชงบอร์ด 30 เม.ย. เคาะสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงิน 3 หมื่นลบ.

รูป ธ.ก.ส. ชงบอร์ด 30 เม.ย. เคาะสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง วงเงิน 3 หมื่นลบ.

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -23 เม.ย. 69 9:44: น.

ธ.ก.ส. เตรียมเสนอสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง ให้บอร์ดพิจารณา 30 เม.ย. นี้ หลังครม.ไฟเขียว รัฐช่วยจ่ายดอก 3% กู้สูงสุดรายละ 1 แสนบาท หนุนลดต้นทุนปุ๋ย-ปัจจัยการผลิต

นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงโครงการสินเชื่อ ดอกเบี้ยคนละครึ่งว่า ในวันที่ 30 เม.ย. นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคาร (บอร์ด) จะพิจารณา โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งพิจารณา ภายหลังจากที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติไปก่อนหน้านี้ ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการ เพื่อลดต้นทุนการผลิต วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยนำเงินไปซื้อปุ๋ยและปัจจัยการผลิต บรรเทาผลกระทบจากราคาที่ผันผวนจากสถานการณ์โลก

โดยรัฐบาลจะช่วยชำระดอกเบี้ยให้ 3% ต่อปี จากอัตราดอกเบี้ยปกติ 6% ส่งผลให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปี วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 100,000 บาท ระยะเวลา 12 เดือน นับถัดจากวันรับเงินกู้และไม่เกินวันที่ 30 เม.ย. 2572

“การออกแบบโครงการนี้นั้น เพราะดอกเบี้ยมันถูก เราก็ต้องออกแบบโครงการให้ดี ไม่เช่นนั้น อาจจะมีการนำไปใช้ไม่ถูกวัตถุประสงค์ เช่น นำไปใช้หนี้นอกระบบก่อน ก็ไม่ตรงวัตถุประสงค์ ส่วนภายใต้การขาดทุนนั้น ธ.ก.ส. ก็มีเครื่องมือในการเข้าไปดูแล”นายฉัตรชัย กล่าว

สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขผู้เข้าร่วมโครงการดอกเบี้ยคนละครึ่ง มีดังนี้

1.ต้องผ่านการอบรม หรือ เรียนรู้การพัฒนาทักษะและการบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) โดย ธ.ก.ส. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือหน่วยงานร่วมดำเนินการอื่น ๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามค่าการวิเคราะห์ดิน เป็นต้น

2.ใช้เงินกู้เพื่อจัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ หรือแหล่งอื่นตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด

3.ใช้พันธุ์ เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือตามที่ ธ.ก.ส. กำหนดและจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาที่เหมาะสม ซึ่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะควบคุมราคาให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

4.สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ตามระยะเวลาที่ ธ.ก.ส. กำหนดโดยเกษตรกรผู้กู้รับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. และยินยอมให้ ธ.ก.ส. หักชำระหนี้จากบัญชีเงินฝาก

ส่วนกรณีที่ราคาน้ำมันปรับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเกษตรมากน้อยแค่ไหนนั้น มองว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเกษตรรายย่อย การใช้น้ำมันอาจไม่ได้มากนัก เวลากระทบ ต้องพิจารณาว่ากระทบจากน้ำมันตรง หรือ กระทบเพราะน้ำมันขึ้นและทำให้อย่างอื่นขึ้นตาม โดยเฉลี่ย เกษตรกร 20 ไร่ อาจจะกระทบน้ำมันไม่ได้มากนักสำหรับโดยตรง แต่จะกระทบอย่างอื่น เช่น อาจทำให้ค่าแรงขึ้น หรือ อื่นๆ เป็นต้น

โครงการนี้เป็นมาตรการใหม่ ที่ช่วยพี่น้องเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน และภัยจากสงครามที่ส่งผลอาจทำให้ปุ๋ยหายากขึ้น โดยใช้จังหวะนี้ ในการปรับเปลี่ยนการผลิต เพื่อให้ได้รับต้นทุนที่ถูกลงจากการใช้สินเชื่อของ ธ.ก.ส. ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถช่วยเกษตรกรได้ในภาวะวิกฤต

“สิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการคือเอาแม่ปุ๋ยเข้ามา และให้สหกรณ์การเกษตรผสมปุ๋ยให้ตรงกับความต้องการของดิน หรือ ปุ๋ยสั่งตัด อยู่ที่ว่าการทำแม่ปุ๋ยเข้ามา เชื่อว่าจะถูกกว่าปุ๋ยถุงแน่นอน แต่ทั้งนี้ กลไกการนำเข้ามานั้นเอาเข้ามาด้วยราคาเท่าไหร่ เพราะตอนนี้มี 2 ประเด็น คือ ปุ๋ยขาด กับปุ๋ยแพง”นายฉัตรชัย กล่าว

ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ต้องยอมรับว่า แม้ไม่มีสงครามก็ต้องยอมรับว่า เกษตรกรไทยมีความเปราะบาง โดยวันนี้ไม่มีใครประเมินสถานการณ์ได้ ซึ่งยอมรับว่า เกษตรกรมีความเปราะบางอยู่แล้ว ทั้งภัยธรรมชาติ สินค้าเกษตร ต้นทุน มีหลายปัจจัย โดยปัจจุบัน ธนาคารมีการกันสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญถึง 400% โดยปัจจุบัน NPL ณ สิ้นปีอยู่ที่ 6.88% ซึ่งยังคงรับได้ ทั้งในเรื่องการกันสำรองและความเชื่อมั่น



Related Topics

Reported by

Pattraporn Kiattinant

Pattraporn Kiattinant

News Editor, efinanceThai