| สภาพัฒน์ เปิดทิศทาง “แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14” ตั้งเป้าเศรษฐกิจไทยโตมากกว่า 3% พร้อมดันอันดับความสามารถการแข่งขันสู่ Top 20 ของโลกภายในปี 2572 เร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มผลิตภาพ กระจายโอกาส และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ผ่านโมเดล TRUST 5 เสาหลัก หวังเปลี่ยนไทยจากเศรษฐกิจโตต่ำสู่เศรษฐกิจผลิตภาพสูง รับแผน 13 ไทยยังห่างไกลเป้าหมายยกระดับรายได้สูง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยในงานประชุมสัมมนาประจำปี 2569 ภายใต้หัวข้อ “แผน 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” ว่า สภาพัฒน์ เริ่มจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 ตั้งแต่ปี 2567 ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยคาดว่าจะยกร่างแล้วเสร็จในปี 2570 และประกาศใช้ในปี 2571 สำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 สภาพัฒน์ ต้องการให้เป็นมากกว่าเอกสารเชิงวิชาการ แต่เป็นแผนปฏิบัติการ ที่มีจุดเน้นชัดเจนและสามารถสร้างผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ตอบโจทย์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้มากเพียงใด คุณภาพชีวิตประชาชนจะดีขึ้นอย่างไร และประเทศไทยจะแตกต่างจากปัจจุบันอย่างไร ส่วนแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 (2566–2570) รายได้ต่อหัวของประชากรชาวไทยแม้จะเพิ่มขึ้น แต่ยังห่างไกลจากเป้าหมายกลายเป็นประเทศรายได้สูง เนื่องจากต้องเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งผลกระทบจากโควิด-19 สงครามรัสเซีย-ยูเครน เงินเฟ้อสูง สงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติภายในประเทศ ส่งผลให้รายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per Capita) ในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 8,300 กว่าดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในปี 2570 ขณะเดียวกัน ข้อจำกัดสำคัญของเศรษฐกิจไทยคือการเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ (Productivity) ที่อยู่ในระดับต่ำ โดยปี 2568 ผลิตภาพขยายตัวเพียง 1.2% ขณะที่ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (IMD Ranking) ปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 26 ปรับดีขึ้นจากอันดับ 30 แต่ไทยยังไม่เคยขยับขึ้นไปสูงกว่าอันดับ 25 ในอดีต สำหรับแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 สภาพัฒน์ตั้งเป้าสร้างเศรษฐกิจที่ “ขยายตัวสูงขึ้น ทั่วถึงมากขึ้น และยั่งยืนมากขึ้น” โดยผลักดัน GDP ให้เติบโตระดับ 3% Plus อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มรายได้ของประเทศและประชาชน พร้อมกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม นอกจากนี้ ยังตั้งเป้ายกระดับอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยให้เข้าสู่ Top 20 ของโลกภายในปี 2572 ควบคู่กับการเร่งเพิ่มผลิตภาพทั้งในภาคการผลิตและบริการ “มองไปข้างหน้า โลกยิ่งเปลี่ยน โจทย์ยิ่งยาก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเตรียมการรับมือ”นายดนุชา กล่าว 4 เป้าหมายหลัก ผ่าน 13 ด้าน ออกแบบแผนฯ 14 สำหรับแผนการพัฒนาฉบับที่ 14 มุ่งให้เศรษฐกิจขยายตัวสูงอย่างทั่วถึง และยั่งยืน โดยการเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน ผ่านการซ่อมรากฐาน เลิกข้อจำกัด เสริมศักยภาพ และสร้างอนาคต ทั้งนี้ สภาพัฒน์ วาง 4 เป้าหมายหลักคิดสำคัญ (Core Principles) ในการออกแบบและขับเคลื่อนแผนฯ 14 ได้แก่ เป้าหมายที่ 1. การสร้างผลิตภาพ (Productivity) เร่งยกระดับประสิทธิภาพและมูลค่าในระบบการผลิตและการบริการอย่างจริงจัง ผ่านการดำเนินการคือ ด้านที่ 1.พลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจรายสาขาให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ด้านที่ 2.ผนึกกำลังความร่วมมือภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา พัฒนาและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ด้านที่ 3.ปฏิรูประบบการเงิน การคลัง และตลาดทุน เป้าหมายที่ 2 ภาครัฐมีขนาดเล็กลง สมรรถะสูง โปร่งใส ไร้ทุจริต เพื่อสร้างภาครัฐสมรรถนะสูง ปลอดทุจริต ด้านที่4.ขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ยกระดับความโปร่งใส ด้านที่ 5.ปฏิรูปโครงสร้างภาครัฐให้เล็กลง ปรับลดงบประมาณรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ยุบเลิก/ควบรวม หน่วยงานที่มีภาคกิจซ้ำซ้อน ด้านที่ 6.ยกระดับสมรรถนะภาครัฐ ทบทวน ยกเลิก และแก้ไขกฎหมาย กฎระเบียบที่ล้าสมัย ที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา การแข่งขัน เป้ามายที่ 3 ประเทศที่มีประชากรที่รองรับการเติบโตและมีสมรรถะสูงขึ้น ด้านที่ 7.การออกแบบชุดสิทธิประโยชน์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการมีบุตร ด้านที่ 8.ยกระดับทักษะแรงงานผลิตภาพต่ำ และออกแบบเส้นทางสู่งานที่มีผลิตภาพสูง ด้านที่ 9.พลิกโฉมอาขีวศึกษา จัดกลุ่มตามความเชี่ยวชาญให้ตอบโจทย์ภาคการผลิต ด้านที่ 10.ปรับบทบาทมหาวิทยาลัยให้ผลิตบุคลากรที่มีองค์ความรู้หลากหลาย เป้าหมายที่ 4 การผลิตและบริโภคเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านที่ 11.ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มความพร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านที่ 12.จัดการมลพิษทุกแหล่งกำเนิดในพื้นที่วิกฤติ ด้านที่ 13.พัฒนาโครงสร้างระบบไฟฟ้าและสมาร์ทกริด และปรับระเบียบกฎหมาย ทั้งนี้ ใน 4 เป้าหมาย จะดำเนินการผ่าน 13 เรื่อง และจะเดินหน้าผ่าน 5 เสาหลักการพัฒนา คือ T-R-U-S-T ดังนี้ T - Transform: ปรับเปลี่ยนโครงสร้างสาขาการผลิตและบริการเป้าหมาย ปรับระบบนิเวศธุรกิจ และรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลัง R - Reform: ปฏิรูปภาครัฐให้กะทัดรัด มีประสิทธิภาพสูง โปร่งใส และขจัดปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งมีความสำคัญเมื่อประเทศไทยจะเข้าสู่ OECD U - Upgrade: ยกระดับทุนมนุษย์ ปฏิรูปการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงานให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ และวางระบบสวัสดิการที่เหมาะสม S - Sustain: สร้างความยั่งยืน บริหารจัดการทรัพยากรและภัยพิบัติ ลดมลพิษ และมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ T - Technology: เร่งรัดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) จากการลงทุนต่างชาติ และปรับระบบทุนวิจัยให้ตอบโจทย์เชิงพาณิชย์ “สถานการณ์ปัจจุบันที่ไทยถูกมองว่าเป็น Safe Zone และมีกระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าอย่างต่อเนื่องถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่สุด หรืออาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายในการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศ โดยย้ำว่าทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเปลี่ยนทุกความกังวลให้เป็นความเชื่อมั่น และเปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็นความจริง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปไกลกว่าเดิม” นายดนุชา กล่าว |