ดัชนีค่าเงินเยนทรุดหนักสุดในรอบหลายทศวรรษ หลังน้ำมันแพงกดดันเศรษฐกิจญี่ปุ่น

รูป ดัชนีค่าเงินเยนทรุดหนักสุดในรอบหลายทศวรรษ หลังน้ำมันแพงกดดันเศรษฐกิจญี่ปุ่น

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 พ.ค. 69 15:49 น.

เงินเยนญี่ปุ่นกำลังเผชิญแรงกดดันรอบใหม่จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นตามความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้อำนาจซื้อของเงินเยนเมื่อวัดในรูปของดัชนีค่าเงินที่แท้จริง (Real Effective Exchange Rate Index: REER) อ่อนลงแตะระดับต่ำสุดใหม่ในรอบหลายทศวรรษ ประเด็นนี้สะท้อนมากกว่าความอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เพราะยังเกี่ยวข้องกับต้นทุนนำเข้า ความสามารถในการซื้อพลังงาน และความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นโดยรวม

แรงกดดันต่อค่าเงินของเยนญี่ปุ่นไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลรวมของดุลการค้า ราคาน้ำมัน นโยบายการเงินที่ยังผ่อนคลาย และนโยบายการคลังที่ขยายตัว ขณะที่ตลาดเริ่มประเมินว่าเงินทุนอาจไหลเข้าสู่ดอลลาร์สหรัฐและสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากดอลลาร์แข็งมากขึ้น หากแนวโน้มเยนอ่อนค่าต่อเนื่อง

อำนาจซื้อของเยนแตะระดับต่ำสุดในเชิงจริง

Robin Brooks จาก Brookings Institution ระบุผ่าน X ว่าเยนได้หลุดลงต่ำกว่าลีราตุรกีในเชิง real effective exchange rate และกลายเป็นสกุลเงินที่อ่อนที่สุดในโลกในมุมนี้ ข้อมูลจาก Bank for International Settlements ที่อ้างในบทความระบุว่า real effective exchange rate ของเยนเมื่อใช้ปี 2020 เป็นฐาน แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ญี่ปุ่นเปลี่ยนมาใช้ระบบลอยตัวในปี 1973 ขณะเดียวกันลีราแข็งค่าขึ้น 7% นับตั้งแต่ต้นปีนี้

การอ่อนค่าดังกล่าวทำให้ต้นทุนซื้อสินค้านำเข้าและพลังงานสูงขึ้นโดยตรง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยิ่งตอกย้ำแรงกดดันต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นและภาคครัวเรือนที่ต้องเผชิญค่าครองชีพสูงขึ้น

ดุลการค้าและน้ำมันแพงซ้ำเติมแรงขายเยน

อีกปัจจัยสำคัญคือดุลการค้าของญี่ปุ่น แม้ประเทศจะลดการขาดดุลสินค้าจากราว 20 ล้านล้านเยน ในปี 2022 เหลือไม่ถึง 3 ล้านล้านเยน ในปี 2025 และเกินดุลรายเดือนต่อเนื่อง 3 เดือนตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2026 แต่ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้นอาจทำให้ดุลการค้ากลับไปขาดดุลอีกครั้ง

Koya Miyamae นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ SMBC Nikko Securities ประเมินว่า หากสถานการณ์พลังงานตึงตัวต่อเนื่อง ดุลการค้าอาจกลับไปใกล้ 5 ล้านล้านเยนต่อปี ซึ่งจะเพิ่มแรงขายต่อเยนและหนุนเงินทุนให้ไหลเข้าสินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากดอลลาร์หรือราคาพลังงานมากขึ้น

ผลต่อหุ้นเอเชียและสินทรัพย์เสี่ยง

ในมุม Multi-Asset เยนที่อ่อนลงมักทำให้เงินไหลเข้าสู่ดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น ขณะเดียวกันสินทรัพย์เสี่ยงในเอเชียที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอาจถูกกดดันมากขึ้น นักวิเคราะห์มองว่าแรงขายเยนสะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจญี่ปุ่นมากกว่าความผันผวนระยะสั้น

แม้ค่าเงินอ่อนจะช่วยความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก แต่บทความเตือนว่าผลบวกดังกล่าวอาจน้อยลงกว่าที่เคย เพราะบริษัทญี่ปุ่นจำนวนมากย้ายฐานการผลิตออกนอกประเทศไปแล้ว ทำให้ประโยชน์จากค่าเงินอ่อนไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนในอดีต

นโยบายการคลังและการเงินยังเพิ่มแรงกดดัน

รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมจัดทำงบประมาณเสริมปีงบประมาณ 2026 มากกว่า 3 ล้านล้านเยน นโยบายการคลังที่ขยายตัวพร้อมกับนโยบายการเงินที่ยังผ่อนคลาย ทำให้ความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินลดลง ตามมุมมองของ Atsushi Takeda หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Itochu Research Institute

Takeda ยังระบุว่าความกังวลนี้เริ่มลามไปสู่แรงขายญี่ปุ่นผ่านอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นด้วย สะท้อนว่าตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงินและทิศทางนโยบายของประเทศอย่างใกล้ชิด

เงินเฟ้อคาดการณ์สูงขึ้น แต่อาจไม่หนุนเยนในระยะสั้น

บทความยังระบุว่าอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ของญี่ปุ่นตอนนี้สูงกว่า 2% แล้ว ตามมุมมองของ Takeshi Higashifukasawa หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก Mizuho Research Institute หากระดับนี้ทรงตัว บริษัทต่าง ๆ มีแนวโน้มขึ้นค่าจ้างมากขึ้น และในระยะยาวอาจช่วยหยุดการลดลงของอำนาจซื้อเยนได้

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่าการส่งผ่านจากความคาดหวังเงินเฟ้อไปสู่เงินเฟ้อจริงต้องใช้เวลาหลายปี จึงไม่น่าทำให้เยนแข็งค่าในระยะสั้น นั่นหมายความว่าตลาดยังคงต้องจับตาทั้งราคาน้ำมัน ทิศทางดอกเบี้ย และดุลการค้าของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นสำคัญที่ตลาดต้องติดตาม

  • ค่าเงินเยน อ่อนลงแตะระดับอำนาจซื้อในเชิงจริงต่ำสุดใหม่ในรอบหลายทศวรรษ
  • ราคาน้ำมัน ที่พุ่งขึ้นจากความตึงเครียดตะวันออกกลางเพิ่มต้นทุนนำเข้า
  • ดุลการค้า เสี่ยงกลับไปขาดดุล หากพลังงานยังแพงต่อเนื่อง
  • นโยบายการคลังและการเงิน ที่ขยายตัวอาจกดความเชื่อมั่นต่อเยน
  • เงินเฟ้อคาดการณ์ ที่สูงขึ้นอาจช่วยเยนได้ในระยะยาว แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยหนุนทันที

Related Topics