| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนลบในวันพุธ (3 มิ.ย.) เนื่องจากความตึงเครียดระลอกใหม่ในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นและสร้างความกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ ขณะที่นักลงทุนขายทำกำไรบางส่วน หลังตลาดปิดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ก่อนหน้านี้ ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 50,687.07 จุด ลดลง 620.72 จุด (-1.21%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,553.72 จุด ลดลง 56.06 จุด (-0.74%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 26,853.98 จุด ลดลง 239.92 จุด (-0.89%) บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มเทคโนโลยี ขณะที่ดัชนี Russell 2000 ซึ่งเป็นหุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดเล็ก ปรับตัวลดลงมากกว่าเมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ ดัชนีหุ้นกลุ่มชิปบวก 1.4% สะท้อนว่ากระแสความสนใจในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังแข็งแกร่ง แต่หุ้น 6 ใน 7 ของกลุ่ม Magnificent Seven กลับปิดแดนลบ มีเพียง Meta Platforms ตัวเดียวที่ปรับตัวขึ้น ปิดที่ +4.2% รอสส์ เมย์ฟิลด์ นักวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนจาก Baird กล่าวว่า หุ้นกลุ่ม AI เหมือนซื้อขายอยู่ในอีกโลกหนึ่ง โดยแทบจะไม่สนใจความเสี่ยงในระดับมหภาคหรือปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เลย ตราบใดที่สถานการณ์ยังไม่รุนแรงเกินไป เราจึงยังเห็นแรงซื้อไหลเข้าหุ้นกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวันที่สินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ น่าดึงดูดน้อยลง สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสหรัฐฯ และอิหร่านเปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ ขณะที่ราคาน้ำมันซึ่งปรับตัวสูงขึ้นยังสร้างความกังวลว่า แรงกดดันด้านราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจลุกลามกลายเป็นภาวะเงินเฟ้อเชิงระบบในวงกว้าง บิล นอร์ธีย์ ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการลงทุนจาก U.S. Bank Wealth Management กล่าวว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังได้รับอิทธิพลระหว่างปัจจัยพื้นฐานจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งเป็นไปในเชิงบวกอย่างไม่น่าเชื่อ กับความกังวลว่าระยะเวลาของความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะนำไปสู่ความเสี่ยงขาลง สิ่งที่เราโฟกัสคือ ระยะเวลาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการคาดการณ์เงินเฟ้อ ซึ่งยิ่งช่องแคบถูกปิดนานขึ้นเท่าใด แนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะสามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยได้ในปีนี้ก็ยิ่งลดลง ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มการเงินปรับตัวลดลงมากที่สุด ลดลง 1.52% และ 1.21% ตามลำดับ ขณะที่กลุ่มพลังงานซึ่งได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นมากที่สุด บวกไป 1.38% - ดัชนี S&P Software & Services ร่วงลง 4.0% - กลุ่มผู้ผลิตชิป Marvell, Intel, Qualcomm และ Sandisk ปรับตัวขึ้นระหว่าง 3.7-6.7% - หุ้น Broadcom ร่วงลง 4.5% ในช่วงการซื้อขายนอกเวลาทำการหลังเผยผลประกอบการ - หุ้นกลุ่มผู้จัดการสินทรัพย์ปรับตัวลดลง หลัง Partners Group ของสวิตเซอร์แลนด์ระงับการถอนเงินจากกองทุนไพรเวทอิควิตี้มูลค่า 8,600 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ KKR, Blackstone, Blue Owl และ Ares Management ร่วงลง 3.9-4.2% - หุ้น GameStop หุ้นมีมระดับตำนาน พุ่งขึ้น 6.0% หลังจากเผยรายได้รายไตรมาสที่เพิ่มขึ้นและเตรียมซื้อหุ้นคืนมูลค่า 2,000 ล้านดอลลาร์ - นักลงทุนยังจับตาการทำ IPO ของ SpaceX บริษัทของอีลอน มัสก์ ที่ตั้งราคาไว้ที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น เพื่อระดมทุน 75,000 ล้านดอลลาร์ ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 19,810 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 20,120 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 3.04 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 291 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 187 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 1,351 ตัว และหุ้นลบ 3,498 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 2.59 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 33 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 19 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 90 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 137 ตัว ที่มา Reuters ติดตามข้อมูล และข่าวสารอื่น ๆ ของ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" เพิ่มเติมได้ที่ :https://url.in.th/w-stock-news |