บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่ง กดดันแผนลดซื้อบอนด์ BOJ

รูป บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นพุ่ง กดดันแผนลดซื้อบอนด์ BOJ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 พ.ค. 69 15:55 น.

ตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นกลับมาเป็นจุดสนใจของนักลงทุนทั่วโลก หลังบอนด์ยีลด์ญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจนสร้างแรงกดดันต่อแผนการลดการซื้อพันธบัตรของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยประเด็นนี้ไม่ได้กระทบแค่ตลาดการเงินญี่ปุ่น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงทิศทางดอกเบี้ย กระแสเงินทุน และการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่อ่อนไหวต่อภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นด้วย

ในการประชุมกับผู้เล่นในตลาดเมื่อสัปดาห์ก่อน มีทั้งเสียงสนับสนุนให้ BOJ เดินหน้าลดการซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) ต่อไป และเสียงเตือนว่าหากปรับจังหวะการลดซื้อพันธบัตรไม่เหมาะสม อาจทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้น ขณะเดียวกัน BOJ กำลังพยายามหาจุดสมดุลระหว่างการปล่อยให้กลไกตลาดทำงานมากขึ้น กับการหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนในตลาดบอนด์ที่อาจลุกลามไปสู่ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและรัฐบาล

BOJ ลดการพยุงตลาดบอนด์ลงต่อเนื่อง

ย้อนกลับไปในช่วงกว่า 1 ทศวรรษที่ผ่านมา BOJ เป็นผู้ซื้อพันธบัตรรายใหญ่ระดับมหาศาลเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและสู้กับภาวะเงินฝืด แต่ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา ธนาคารกลางญี่ปุ่นเริ่มทยอยลดการซื้อเพื่อให้การกำหนดอัตราดอกเบี้ยกลับมาอิงแรงซื้อขายในตลาดมากขึ้น ล่าสุด BOJ ลดการซื้อจากระดับ 400,000 ล้านเยนต่อไตรมาส และชะลอลงเหลือ 200,000 ล้านเยนต่อไตรมาส ตั้งแต่เดือนเมษายน 2026 ถึงมีนาคม 2027

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ยีลด์พันธบัตรญี่ปุ่นปรับสูงแรงจากความผันผวนที่เชื่อมโยงกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงแรงกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการขยายตัวทางการคลังจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า BOJ จะเดินหน้าลดการซื้อบอนด์เร็วแค่ไหน และจะกระทบต่อแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตอย่างไร

ยีลด์ระยะยาวสูงขึ้น กระทบเงินทุนและต้นทุนการกู้ยืม

ยีลด์ที่สูงขึ้นในญี่ปุ่น อาจดึงเงินกลับเข้าสู่สินทรัพย์สกุลเยนและพันธบัตรญี่ปุ่นบางส่วน แทนที่จะไหลออกไปหาผลตอบแทนในต่างประเทศ ซึ่งหมายความว่านักลงทุนที่เคยแสวงหาผลตอบแทนในตลาดอื่นอาจต้องประเมินใหม่ โดยเฉพาะเมื่อยีลด์ JGB อายุ 10 ปีเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมแตะ 2.8% ชั่วคราว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 29 ปีครึ่ง

หากยีลด์ระยะยาวปรับขึ้นเร็วเกินไป ต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนและรัฐบาลก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตามไปด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ตลาดจับตาการปรับ taper ของ BOJ อย่างใกล้ชิด เพราะนโยบายดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณต่อไปว่า BOJ จะเร่งหรือชะลอการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงถัดไป

ผลกระทบต่อหุ้นไทย ทองคำ และตราสารหนี้

สำหรับนักลงทุนไทย ประเด็นนี้สะท้อนผ่านทั้งกระแสเงินทุนต่างชาติและการประเมินมูลค่าหุ้นในประเทศ หากยีลด์ในญี่ปุ่นยังปรับขึ้นต่อเนื่อง และ BOJ ลดการพยุงตลาดบอนด์มากขึ้น เงินบางส่วนอาจมีแรงจูงใจกลับไปหาตราสารหนี้ญี่ปุ่นหรือสินทรัพย์ญี่ปุ่นเอง อย่างไรก็ตาม บทความระบุว่าหลายฝ่ายยังมองว่าข้อจำกัดด้านกฎเกณฑ์เงินกองทุนอาจทำให้ธนาคารพาณิชย์ญี่ปุ่นซื้อพันธบัตรได้ไม่มากพอที่จะเข้ามาแทน BOJ ได้ในทันที

ในภาพรวมของ หุ้นไทย หากยีลด์โลกขยับขึ้นต่อ หุ้นเติบโตและหุ้นที่มูลค่าขึ้นกับกระแสเงินสดระยะยาวมักถูกกดดันมากกว่ากลุ่มที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูง เช่น กลุ่มธนาคาร ขณะที่ ทองคำ ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างแรงกดดันจากยีลด์ที่สูงขึ้นกับแรงซื้อเชิงป้องกันความเสี่ยง หากตลาดกังวลว่าการลดซื้อบอนด์ของ BOJ จะทำให้ความผันผวนในตลาดการเงินสูงขึ้น ส่วนฝั่ง ตราสารหนี้ หากยีลด์ยังไต่ระดับต่อ ราคาบอนด์มีโอกาสถูกกดดัน และตลาดต้องหาผู้ซื้อรายใหม่มาทดแทน เนื่องจาก BOJ ถือพันธบัตรรัฐบาลน้อยลงเหลือต่ำกว่า 50% ของพันธบัตรคงค้างเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีครึ่ง เมื่อสิ้นปีก่อน

ประเด็นที่นักลงทุนควรติดตาม

  • ทิศทาง taper ของ BOJ ว่าจะเดินหน้าลดการซื้อบอนด์เร็วหรือช้าลง
  • การเคลื่อนไหวของ ยีลด์ JGB อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นตัวชี้นำความคาดหวังของตลาด
  • ผลต่อ เงินทุนไหลเข้า-ออก จากญี่ปุ่นและสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดโลก
  • แรงกดดันต่อ หุ้นเติบโต, หุ้นธนาคาร, ทองคำ และ ตราสารหนี้
  • สัญญาณจาก BOJ ว่าจะสื่อสารเรื่องดอกเบี้ยในรอบถัดไปอย่างไร

โดยสรุป การพุ่งขึ้นของยีลด์พันธบัตรญี่ปุ่นทำให้การลดซื้อบอนด์ของ BOJ กลายเป็นประเด็นสำคัญยิ่ง เพราะไม่เพียงสะท้อนสมดุลใหม่ของตลาดการเงินญี่ปุ่น แต่ยังอาจส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ย เงินทุนเคลื่อนย้าย และราคาสินทรัพย์ทั่วโลกในช่วงต่อจากนี้


Related Topics