ราคาอะลูมิเนียมในตลาดโลกปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องและยังทรงตัวในระดับสูง หลังอุปทานจากตะวันออกกลางหายไปจากตลาดจากผลกระทบของความขัดแย้งในภูมิภาค ส่งผลให้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มสะท้อนความตึงตัวของอุปทาน ขณะที่ภาคยานยนต์ญี่ปุ่นและอุตสาหกรรมที่ใช้อะลูมิเนียมเป็นวัตถุดิบหลักเริ่มเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนอย่างชัดเจน
ราคา LME ทะยานต่อเนื่องจากภาวะอุปทานตึงตัว
ราคาในตลาดซื้อขายโลหะ (London Metal Exchange - LME) ปรับขึ้นแรงหลังเหตุโจมตีอิหร่าน-สหรัฐ-อิสราเอลช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ และยังซื้อขายเหนือระดับ 3,600 ดอลลาร์ต่อตัน เทียบกับระดับต่ำกว่า 3,200 ดอลลาร์ต่อตัน ก่อนเกิดความขัดแย้ง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านซัพพลายมากกว่าความต้องการใช้ที่แท้จริงในระยะสั้น
รายงานระบุว่า ตะวันออกกลางคิดเป็นราว 20% ของอุปทานอะลูมิเนียมโลก หากไม่นับจีน และปริมาณจำนวนมากอาจหายไปยาวไปจนถึง ปี 2027 จากความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโรงถลุงหลัก ภาวะ Backwardation ที่เกิดขึ้นในตลาดยังเป็นสัญญาณว่าซัพพลายระยะสั้นตึงตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ญี่ปุ่นรับผลกระทบหนักเพราะพึ่งพานำเข้าจากตะวันออกกลาง
สำหรับญี่ปุ่น ตะวันออกกลางมีสัดส่วนราว 30% ของการนำเข้าอะลูมิเนียมและอะลูมิเนียมอัลลอยทั้งหมด ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งเป็นผู้ใช้งานรายใหญ่ รวมถึงภาคการผลิตที่ต้องใช้อะลูมิเนียมแปรรูป เริ่มได้รับแรงกดดันด้านต้นทุนโดยตรง แม้หลายบริษัทจะยังไม่เห็นภาวะขาดแคลนรุนแรงในทันที แต่ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นเริ่มส่งผ่านไปยังกำไรแล้ว
ผู้บริหารสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นระบุว่า หากผลกระทบยืดเยื้อ การจัดหาวัตถุดิบจะกลายเป็นความท้าทายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งสะท้อนว่าห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์อาจต้องปรับตัวทั้งด้านสต็อก การจัดซื้อ และการเจรจาราคากับซัพพลายเออร์ในระยะต่อไป
ค่ายรถญี่ปุ่นประเมินต้นทุนเพิ่ม กระทบกำไรชัดเจน
บริษัทญี่ปุ่นหลายแห่งเริ่มประเมินผลกระทบทางการเงินจากราคาอะลูมิเนียมที่สูงขึ้นแล้ว โดย Mitsubishi Motors คาดว่าผลกระทบต่อกำไรในปีงบการเงินนี้จะอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านเยน และราวครึ่งหนึ่งมาจากต้นทุนที่สูงขึ้น ขณะที่ Toyota ประเมินผลกระทบต่อกำไรปีงบการเงินสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2027 ที่ 670,000 ล้านเยน โดย 400,000 ล้านเยน มาจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นและปัจจัยอื่น ๆ
ด้าน Nissan คาดว่าจะได้รับผลกระทบประมาณ 15,000 ล้านเยน ในช่วงครึ่งปีแรก ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าแม้อุปทานจะยังไม่หายไปทั้งหมด แต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้เริ่มกดดันความสามารถในการทำกำไรของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ
แนวโน้มราคาและผลต่อหุ้นที่เกี่ยวข้อง
นักวิเคราะห์มองว่า ราคาอะลูมิเนียมอาจเริ่มผ่อนคลายในช่วงครึ่งหลังของ ปี 2026 หากความเสี่ยงจากความขัดแย้งลดลง แต่ตลาดอาจยังไม่กลับสู่ภาวะสมดุลได้เร็ว เพราะคาดว่าจะเข้าสู่ภาวะเกินดุลจริงใน ปี 2028 เท่านั้น นั่นหมายความว่าความผันผวนของราคาและแรงกดดันต่อต้นทุนอุตสาหกรรมอาจยังคงอยู่ต่อเนื่องอีกระยะ
- หุ้นยานยนต์ญี่ปุ่นอาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ
- ผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุตสาหกรรมแปรรูปโลหะอาจได้รับผลกระทบต่อมาร์จิ้น
- สินทรัพย์ที่อิงกับสินค้าโภคภัณฑ์อุตสาหกรรมยังต้องติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
โดยสรุป ภาวะอลูมิเนียมตึงตัวในตลาดโลกยังเป็นประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการ เพราะไม่ได้กระทบเพียงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ยังส่งผ่านไปยังต้นทุนการผลิต กำไรบริษัท และแนวโน้มของหุ้นกลุ่มยานยนต์ในเอเชียอย่างชัดเจน