| เมย์แบงก์ สรุปประเด็นสำคัญภาคพลังงาน - ไฟฟ้าของไทย หลังนักลงทุนสถาบัน และลูกค้ารายใหญ่ หารือนัดพิเศษ รมว.พลังงาน แบ่งปันมุมมองและแนวนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาล บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) เปิดเผยในบทวิเคราะห์ว่าจากการประชุมนัดพิเศษกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งมาแบ่งปันวิสัยทัศน์เกี่ยวกับภาคพลังงานและไฟฟ้าของประเทศไทย การประชุมครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยมีผู้เข้าร่วม 24 ราย ประกอบด้วยนักลงทุนสถาบันและลูกค้ารายใหญ่ (HNW) มองเชิงลบ หลัง IPP ภาคเอกชนมีจำกัด หลังจบการประชุม เรามีมุมมองเชิงลบเล็กน้อย เนื่องจากกําลังการผลิตใหม่ของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) สําหรับภาคเอกชนมีจํากัด และผลตอบแทนจากการต่อสัญญา PPA ของ IPP ในอนาคตมีแนวโน้มค่อนข้างต่ํา อย่างไรก็ดี ในมุมบวก ยังเห็นโอกาสจากการเปิดตลาดไฟฟ้าเสรีผ่าน Direct PPA รวมถึงความสามารถในการดึงดูด การลงทุน Data Center ของไทยที่ยังคงแข็งแกร่ง PDP 2569 ขยับเข้าใกล้การบังคับใช้ นายเอกนัฏได้เน้นย้ําถึงวิสัยทัศน์ในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของไทย ซึ่งมุ่งสร้างสมดุลใน 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ พลังงานสะอาด (Green Energy), ความมั่นคงทางพลังงาน (Reliability) และความเป็นธรรม (Fairness) โดยหลักการเหล่านี้ถูกบรรจุไว้ในร่าง PDP 2569 แล้ว ซึ่งคาดว่าจะมีการบังคับใช้อย่างเป็นทางการภายในเดือน ต.ค. 2569 นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้ายังคงเป็นข้อท้าทายสําคัญ เนื่องจากระบบต้องรองรับแหล่ง พลังงานที่หลากหลายและกําลังการผลิตใหม่จํานวนมาก เพื่อแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลกําลัง ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาระบบ Smart Grid ด้วยเงินลงทุนมากกว่า 1 แสนล้านบาท Direct PPA และ Data Center เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตหลัก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานสะอาด กพช. กําลังเปิดตลาดไฟฟ้าเสรีผ่าน Direct PPA ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมทุกรายเข้าร่วมได้โดยไม่จํากัดโควตากําลังการผลิต อย่างไรก็ตาม รายละเอียดสําคัญยังอยู่ระหว่างการหารือ โดยเฉพาะโครงสร้างค่าบริการใช้ โครงข่ายไฟฟ้า (Wheeling Charge) ซึ่งกําลังอยู่ในการพิจารณาของ กกพ. โดยคาดว่าอัตรา ค่าบริการจะมีความเหมาะสมและแข่งขันได้ที่ระดับสูงกว่า 1 บาท/หน่วย เล็กน้อย นอกจากนี้ รมว.พลังงานยังมั่นใจในศักยภาพของไทยในการดึงดูดการลงทุน Data Center ขณะเดียวกัน อัตราค่า ไฟฟ้า Tier 9 ที่อิงกับราคา LNG มุ่งหวังที่จะสร้างความเป็นธรรมระหว่างภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม และผู้บริการ Data Center อัปไซต์จํากัดสําหรับ IPP ดั้งเดิม แม้คาดว่าพลังงานหมุนเวียนจะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต แต่ กฟผ. ยังคงเป็นผู้เล่นหลักในการรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในช่วงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ส่งผลให้กําลังการผลิตใหม่ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (CCGT) จํานวน 9.1GW ในเฟสแรกของร่าง PDP 2569 ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะพัฒนาโดย กฟผ. (ประมาณ 6GW) ซึ่งจํากัดโอกาสใหม่ๆ ของภาคเอกชน กระทรวงฯ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาต่ออายุสัญญา PPA ของโรงไฟฟ้า IPP เดิม ทว่าผลตอบแทนมีแนวโน้มที่จะอิงตามเงินลงทุน (Capex) ส่วนเพิ่มที่ใช้ในการขยายอายุโรงไฟฟ้าเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม โครงการพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงานด้วย แบตเตอรี่ (BESS) ยังคงเปิดกว้างสําหรับภาคเอกชน พลังงานสะอาด ความมั่นคงด้านอุปทาน และราคาที่เป็นธรรม รมว.พลังงาน ได้แบ่งปันวิสัยทัศน์ด้านนโยบาย ซึ่งให้ความสําคัญกับพลังงานสะอาด ความมั่นคง ด้านอุปทาน และความเป็นธรรมด้านราคา สําหรับกลุ่มน้ํามันและก๊าซ แนวทางดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลให้เกิดโอกาสในการสํารวจและผลิตปิโตรเลียม (E&P) เพิ่มขึ้นในประเทศไทย การทําสัญญาจัดหา LNG ระยะยาว และการปรับโครงสร้างราคาก๊าซ Pool Gas โอกาสเพิ่มเติมในการสํารวจและผลิต (E&P) รัฐบาลไทยกําาลังประสานงานกับรัฐบาลเมียนมาเพื่อคว้าสัมปทานแหล่ง ก๊าซใหม่ 46 ซึ่งสามารถส่งมอบก๊าซธรรมชาติให้แก่ประเทศไทยได้สูงสุดถึง 250 ล้านลูกบาศก์ ฟุตต่อวัน (ประมาณ 6% ของความต้องการในปัจจุบัน) นอกจากนี้ รัฐบาลจะเปิดประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ในแปลงอันดามัน โดมีบริษัทพลังงานรายใหญ่ระดับโลกหลายแห่งได้แสดงความสนใจในแปลงนี้ แต่ รมว.พลังงานต้องการเห็นบริษัทพลังงานของไทยเข้ามามีส่วนร่วมด้วยเช่นกัน แม้ว่าราคาสําหรับพัฒนาการขุดเจาะน้ําลึกนี้ (10-11 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู) อาจจะสูงกว่าฝั่งอ่าวไทย (6-7 ดอลลาร์สหรัฐ/ล้านบีทียู) แต่ก็ยังคงถูกกว่าราคา Spot LNG ในปัจจุบัน (ปัจจุบันอยู่ที่ 25 ดอลลาร์สหรัฐ ล้านบีทียู) อย่างมาก ทั้งยังช่วยสร้างความมั่นคงด้านอุปทานอีกด้วย สัญญาอุปทานระยะยาวที่เพิ่มขึ้น แม้จะมีความพยายามผลักดันพลังงานสะอาดมากขึ้น แต่ รมว.พลังงานเชื่อว่าก๊าซธรรมชาติ นับเป็นเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่าน (Bridging Fuel) ที่สําคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นรัฐบาลจึงกําลังผลักดันให้ประเทศเข้าทําสัญญา LNG ระยะยาวมากขึ้น ในปัจจุบันการนําเข้า LNG คิดเป็นประมาณ 30% ของอุปทานก๊าซธรรมชาติของไทย แต่มีเพียง 50% เท่านั้นที่เป็นสัญญาแบบระยะยาว จึงต้องการผลักดันสัดส่วนนี้ให้เพิ่มขึ้นเป็น 80% เพื่อลดความเสี่ยงของประเทศไทย ต่อความผันผวนของราคา Spot LNG นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าหมายไปยังแหล่งนําเข้า LNG ทางเลือกอื่นๆ ซึ่งรวมถึงรัสเซีย อีกทั้งยังคาดหวังให้มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างราคาก๊าซรวม (Gas Pool Price) โดยกลุ่มผู้ใช้สําหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) จะต้องจ่ายตามต้นทุนส่วน เพิ่ม (Marginal Cost) ของการนําเข้า LNG แทนการจ่ายในราคาก๊าซรวม ตั้งเป้าเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ โดยเฉพาะเอทานอล รมว.พลังงานเชื่อว่า ประเทศไทยควรเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อลดการพึ่งพาการนําเข้า พลังงาน สําหรับกลุ่มน้ำมัน ยังมีช่องทางที่จะเพิ่มสัดส่วนการผสมเอทานอลบังคับได้อีกเท่าตัว (ปัจจุบันอยู่ที่ 10%) เนื่องจากประเทศไทยสามารถผลิตวัตถุดิบ (โมลาสจากอ้อย และมันสําปะหลัง) ได้เองอย่างพร้อมสรรพ และมีกําลังการผลิตเอทานอลส่วนเกินอยู่แล้ว ด้าน ราคาก็ดึงดูดใจ โดยเอทานอลมีต้นทุนอยู่ที่ 20-21 บาท/ลิตร เมื่อเทียบกับน้ำมันเบนซินที่ 30 บาท/ลิตร อย่างไรก็ตาม การผสมไบโอดีเซลอาจมีข้อจํากัด เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบ (ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก) มีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดีเซลที่มาจากปิโตรเลียม | .  | |