| Amazon Web Services (AWS) ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ที่สุดในโลก เปิดเผยว่า สามารถแก้ไขปัญหาระบบขัดข้องที่ยืดเยื้อนานราว 15 ชั่วโมงได้สำเร็จแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความพึ่งพาของอินเทอร์เน็ตทั่วโลกต่อบริษัทเพียงรายเดียว AWS ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจของ Amazon.com Inc. ระบุในแถลงการณ์บน Service Health Dashboard ว่า บริการทั้งหมดได้กลับสู่ภาวะปกติ ตั้งแต่เวลาประมาณ 18.00 น. ตามเวลานิวยอร์ก ซึ่งสาเหตุของเหตุขัดข้องครั้งนี้มาจากปัญหาในเครือข่ายฐานข้อมูล โดย AWS ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานหลักของอินเทอร์เน็ต เช่น การจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล และเครื่องมือด้านซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดคลาวด์ราว 1 ใน 3 ของโลก เหตุขัดข้องครั้งนี้มีการติดตามผ่านเว็บไซต์ Downdetector ซึ่งพบว่า มีการล่มของระบบหลายร้อยแห่ง ตั้งแต่บริการทางการเงินอย่าง Venmo และ Robinhood Markets Inc., บริการเพลงและทีวีของ Apple Inc., ซอฟต์แวร์ธุรกิจอย่าง Zoom Communications Inc., Salesforce Inc. และ Snowflake Inc. ไปจนถึงเชนอาหารอย่าง McDonald’s Corp. และบริษัทเกมอย่าง Epic Games Inc. แม้แต่บริการของ Amazon เอง เช่น Alexa และระบบรักษาความปลอดภัยในบ้าน Ring ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน คอรี ควินน์ (Corey Quinn) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์คลาวด์จากบริษัทที่ปรึกษา Duckbill กล่าวว่า เหตุขัดข้องในครั้งนี้ น่าจะเป็น “เหตุการณ์รุนแรงที่สุด” ของ AWS นับตั้งแต่ระบบล่มครั้งใหญ่ในเดือนธ.ค. 2021 โดยตั้งคำถามว่า “นี่คือเหตุการณ์ใหญ่ครั้งใหม่หรือไม่ หรือเป็นเพียงผลจากการที่เราทุกวันนี้เชื่อมโยงกันมากเกินไปและพึ่งพา Amazon มากขึ้น”  AWS เปิดเผยว่า ต้นเหตุของปัญหามาจาก “ดิจิทัลไดเรกทอรี” ของบริการฐานข้อมูลหลักที่เกิดการทำงานผิดปกติ จนเกิดความล้มเหลวต่อเนื่อง (cascading failures) เมื่อซอฟต์แวร์ที่อาศัยฐานข้อมูลดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ โดยเหตุขัดข้องครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อศูนย์ข้อมูลในแถบชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นศูนย์กลางใหญ่ที่สุดของ AWS อย่างไรก็ตาม ระหว่างการแก้ไข ทีมวิศวกรพบว่าระบบย่อยอื่น ๆ เช่น ระบบที่ใช้สำหรับเปิดใช้งานเซิร์ฟเวอร์ใหม่ของลูกค้า ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุระบบฐานข้อมูลดังกล่าวล่มด้วย โดยปกติ ปัญหาทางเทคนิคของระบบไอทีขนาดใหญ่จะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว แต่ความเชื่อมโยงของระบบเทคโนโลยีทั่วโลกในปัจจุบัน ทำให้ปัญหาของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง สามารถสร้างผลกระทบเป็นวงกว้างได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อปีที่แล้ว การอัปเดตซอฟต์แวร์ผิดพลาดของบริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ CrowdStrike Holdings Inc. ทำให้เที่ยวบินทั่วโลกต้องหยุดชะงักและระบบคอมพิวเตอร์หลายแห่งล่ม สร้างความเสียหายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เหตุการณ์ล่มของ AWS เมื่อปี 2021 ก็เคยสร้างความปั่นป่วนเช่นกัน โดยส่งผลกระทบตั้งแต่สวนสนุกของ Disney, บริการ Netflix, เครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะ ไปจนถึงการขายบัตรคอนเสิร์ตของ Adele หลังเกิดเหตุไม่กี่วัน Amazon เปิดเผยว่า สาเหตุเกิดจากโปรแกรมอัตโนมัติที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความเสถียรของเครือข่าย แต่กลับทำให้ระบบจำนวนมากทำงานผิดปกติและส่งผลให้ปริมาณการใช้งานพุ่งสูง จนผู้ใช้ไม่สามารถเข้าถึงบริการบางส่วนได้ ที่มา Bloomberg  |