| ครม.เห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ มอบกฤษฎีกาตรวจร่าง เปิดทางออกหุ้นกู้ แปลงหนี้เป็นทุน ด้าน NIA รับบท One-Stop Service พร้อมสนับสนุนเงินทุน หวังสร้างระบบนิเวศเอื้อต่อการเติบโตและผลักดันยูนิคอร์นไทย นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ พ.ศ. .... และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาร่างกฎหมายต่อไป พร้อมมอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าดำเนินการปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ว่าด้วยบริษัทจำกัด และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจและการระดมทุนสมัยใหม่ ร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างนวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยกำหนดลักษณะบริษัทสตาร์ทอัพที่สามารถเข้าสู่ระบบ ได้แก่ เป็นบริษัทจำกัดที่จัดตั้งมาไม่เกิน 10 ปี มีรายได้เฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปีไม่เกิน 300 ล้านบาท ไม่เคยจ่ายเงินปันผล และไม่มีบริษัทอื่นเข้ามาควบคุมกิจการ ทั้งนี้ สามารถยื่นแบบรับรองตนเองผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่อสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA สาระสำคัญของร่างกฎหมาย คือ การปลดล็อกข้อจำกัดด้านการระดมทุนและการบริหารโครงสร้างหุ้น โดยให้สิทธิและประโยชน์แก่บริษัทสตาร์ทอัพเป็นเวลา 5 ปี อาทิ การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนและออกหุ้นกู้ การแปลงหนี้เป็นทุน การแปลงหุ้นบุริมสิทธิเป็นหุ้นสามัญ การทยอยให้หุ้น (Vesting) รวมถึงการถือหุ้นของตนเองเพื่อจัดสรรให้กรรมการ พนักงาน หรือนักลงทุนตามโครงการ ESOP และข้อตกลงการลงทุน ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้ NIA สามารถสนับสนุนเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการให้กู้ยืม การถือหุ้นหรือร่วมลงทุน รวมถึงทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางแบบ One-Stop Service เพื่อประสานสิทธิประโยชน์ด้านการเข้าเมืองและการทำงานของคนต่างด้าว ทรัพย์สินทางปัญญา ภาษี การจัดซื้อจัดจ้าง และด้านอื่น ๆ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีเชิงลึกด้านเกษตรหรือสาขาที่กำหนด อาจได้รับสิทธิประโยชน์นานกว่า 5 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี ทั้งนี้ ร่างกฎหมายเป็นมาตรการทางเลือก (Optional Legal Framework) ผู้ประกอบการสามารถเลือกใช้สิทธิและประโยชน์ตามกฎหมายได้ตามความเหมาะสม ไม่ได้บังคับให้สตาร์ทอัพทุกรายต้องเข้าสู่ระบบ พร้อมกำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยปลดล็อกข้อจำกัด เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนและองค์ความรู้ ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม และพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทย ให้มีศักยภาพเติบโตและแข่งขันในระดับสากล พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “ยศชนัน” ชี้ร่างพ.ร.บ. สตาร์ทอัพ ปลดล็อกระดมทุน-หุ้นกู้แปลงสภาพ ดึง Talent ปั้นยูนิคอร์นไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า วันนี้กระทรวง อว. เตรียมนำร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ หรือ STARTUP ACT เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบ เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมและปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจสตาร์ทอัพไทย ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป สำหรับร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้ยกร่าง โดยมีสาระสำคัญในการแก้ไขข้อจำกัดของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ที่ยังไม่สอดรับกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของสตาร์ทอัพในปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านการระดมทุน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขยายธุรกิจ การผลักดันกฎหมายฉบับนี้ยังมีเป้าหมายรองรับสถานการณ์ที่ภาคเอกชนสะท้อนถึงช่องว่างด้านแหล่งเงินทุน รวมถึงแนวโน้มที่เงินทุนของไทยไหลไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น จึงต้องการสร้างกลไกที่เอื้อต่อการระดมทุนและการลงทุนในประเทศ เพื่อให้สตาร์ทอัพไทยสามารถเติบโตและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้ ทั้งนี้ กำหนดให้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service Center) ทั้งการรับรอง การสนับสนุน และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ จะมีการจัดตั้ง คณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพ รวมถึงระบบนิเวศของธุรกิจให้สอดคล้องกับนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ สำหรับสตาร์ทอัพที่ได้รับการรับรอง จะได้รับสิทธิและประโยชน์เป็นระยะเวลา 5 ปี ขณะที่ธุรกิจในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) คณะกรรมการสามารถพิจารณาขยายระยะเวลาได้ รวมแล้วสูงสุด 10 ปี ด้าน ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ NIA มีความพร้อมที่จะยกระดับบทบาทเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการและเชื่อมโยงธุรกิจสตาร์ทอัพกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและส่งเสริมสตาร์ทอัพ NIA จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลเกี่ยวกับโครงการและแหล่งเงินทุนสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพ รวมถึงเป็นหน่วยงานรับและตรวจสอบคำขอรับรอง ตลอดจนประกาศรายชื่อธุรกิจสตาร์ทอัพที่ได้รับการรับรอง เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิและประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด มองว่า การมีข้อมูลกลางด้านโครงการสนับสนุนและแหล่งเงินทุน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนและกระตุ้นการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพไทย สอดรับกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้เกิดสตาร์ทอัพระดับ ยูนิคอร์น และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำหรับประเด็นสำคัญของ STARTUP ACT ยังมุ่งปลดล็อกเครื่องมือทางการเงินและโครงสร้างการถือหุ้นให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจของสตาร์ทอัพระดับโลก โดยรองรับการออก หุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ (Convertible Debenture) ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือระดมทุนที่ได้รับความนิยมในธุรกิจสตาร์ทอัพ ขณะเดียวกัน เปิดทางให้บริษัทจำกัดสามารถถือหุ้นของตนเอง หรือ Treasury Stock เพื่อนำไปจัดสรรเป็นหุ้นจูงใจให้แก่พนักงานหรือกรรมการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีทักษะสูง หรือ Talent ให้เข้ามาร่วมงานกับสตาร์ทอัพไทย นอกจากนี้ ยังรองรับการ แปลงหนี้สินเป็นทุนจดทะเบียน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารโครงสร้างทางการเงินของธุรกิจ และช่วยให้สตาร์ทอัพมีทางเลือกในการบริหารสภาพคล่องและระดมทุนมากขึ้น ด้านมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ จะเร่งผลักดันสิทธิประโยชน์ที่ช่วยให้สตาร์ทอัพเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลดหย่อนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพโดยเฉพาะ รวมถึงการส่งเสริมกำลังคน โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศและบุคลากรทักษะสูง ภายใต้กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ตลอดจนการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ และการเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพเข้าถึงตลาดภาครัฐผ่านมาตรการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ การผลักดัน STARTUP ACT จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการปรับโครงสร้างกฎระเบียบให้ทันต่อรูปแบบธุรกิจยุคใหม่ เพิ่มความคล่องตัวในการเข้าถึงเงินทุน ดึงดูดบุคลากรทักษะสูง และสร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยสามารถขยายธุรกิจได้ในระดับสากล ขณะเดียวกันยังมุ่ง รั้งเม็ดเงินลงทุนให้อยู่ในประเทศ สร้างงาน และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |