| ||||||
.
***ธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค : Valuation เริ่มกลับมาน่าสนใจ
หลังราคาหุ้นในกลุ่มปรับตัวต่ำกว่าตลาดต่อเนื่องหลายปี เมย์แบงก์ มองว่า ปัจจัยลบจำนวนมากถูกสะท้อนในราคาแล้ว ขณะที่บางบริษัทยังมีพื้นฐานธุรกิจแข็งแกร่ง และ สามารถสร้างกำไรได้ต่อเนื่อง TIDLOR เด่นจากการขยายส่วนแบ่งตลาด และ ธุรกิจนายหน้าประกันภัย ซึ่งมีเบี้ยประกันเติบโตเฉลี่ยราว 30% ต่อปี ขณะที่ NPL อยู่ที่ประมาณ 1.5% และ มี Coverage Ratio ราว 3 เท่า
KTC ยังแข็งแกร่งจากฐานธุรกิจบัตรเครดิต ส่วนแบ่งยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มเป็น 13.4% มี ROA ประมาณ 8% และ D/E ราว 1.3 เท่า พร้อมแรงหนุนจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง และ Dividend Payout ที่เพิ่มขึ้นเป็น 55%
MTC มีจุดแข็งจากพอร์ตสินเชื่อจำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ที่มีวงเงินต่อรายไม่สูง ช่วยให้บริหารการติดตามหนี้ และ ควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี
***ท่องเที่ยวและขนส่ง : การฟื้นตัวของกำไรยังมีแรงส่งต่อเนื่อง
กลุ่มท่องเที่ยวและขนส่ง ยังมีแรงสนับสนุนจากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน และ ตลาดระยะใกล้ การปรับขึ้นของราคาห้องพัก รวมถึงการกลับมาของตลาด MICE
โดย AWC ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของ MICE และ นักท่องเที่ยวต่างชาติ ขณะที่ Land Bank สนับสนุนการขยายพอร์ตระยะยาว
AOT มี Catalyst จากการปรับค่าบริการด้านการบิน โดยเมย์แบงก์ประเมินกำไรในช่วง 3 ปีข้างหน้ามีโอกาสเติบโตเฉลี่ยประมาณ 25% ต่อปี และ คาด ROE ปี 2027 ราว 18%
BA ยังได้แรงหนุนจากความต้องการเดินทางไปสมุยที่แข็งแกร่ง พร้อมจุดเด่นด้านเงินปันผล
MINT เดินหน้าสู่ Asset-light Model มากขึ้น และ ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนธุรกิจบริหารโรงแรมเป็น 50% ภายในปี 2028 ช่วยให้ขยายธุรกิจได้โดยใช้เงินลงทุนน้อยลง
***กลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล : รายได้มีความมั่นคง พร้อมปัจจัยหนุนเฉพาะตัว
BH ได้แรงหนุนจากแนวโน้มการฟื้นตัวของผู้ป่วยจากตะวันออกกลาง และ ยังมีลักษณะธุรกิจ Defensive ในภาวะตลาดผันผวน
CHG มี Catalyst จากโอกาสปรับเพิ่มอัตราค่ารักษาพยาบาลที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายให้โรงพยาบาล ซึ่งหากมีความชัดเจนช่วงปลายปีจะเป็นปัจจัยบวกต่อผลประกอบการ
***3 กลุ่มที่ยังต้องเพิ่มความระมัดระวัง
เมย์แบงก์ แนะนำให้เพิ่มความระมัดระวังต่อ กลุ่มสาธารณูปโภค และ พลังงาน กลุ่มปิโตรเคมี และ กลุ่มค้าปลีก กลุ่มโรงไฟฟ้า และสาธารณูปโภค ถูกปรับมุมมองจาก Positive เป็น Neutral หลังราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวัง เรื่อง PDP และ Data Center ไปมากแล้ว ขณะที่การลงทุนจริงยังต้องใช้เวลา ด้าน Petrochemicals ยังเผชิญความเสี่ยงจาก Supply ใหม่ และ การฟื้นตัวของ Product Spread ที่ยังไม่ชัดเจน ส่วน Retail ยังถูกกดดันจากกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ และ มีความเสี่ยงหากแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นภาครัฐลดลง
***เฟ้นหาหุ้นเด่นรอบใหม่ : ตลาดยังมีโอกาส แต่ต้องเลือกให้แม่นยำกว่าเดิม
เมย์แบงก์ มองว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปียังมีโอกาสลงทุน แต่การเลือกหุ้นจะมีความสำคัญมากขึ้น โดยควรพิจารณาทั้งแนวโน้มการเติบโตของกำไร และ ระดับราคาหุ้นที่สะท้อนปัจจัยบวกไปแล้ว โอกาสยังคงอยู่ในหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง มีความชัดเจนของแนวโน้มกำไร มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว และ ระดับมูลค่าหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นได้ ขณะที่การบริหารความเสี่ยง และ การกระจายน้ำหนักการลงทุนยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการจัดพอร์ตในภาวะที่ตลาดมีโอกาสปรับขึ้นในวงจำกัด
.












