| “เอกนิติ” เผยเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 1/2569 โตดีกว่าตลาดคาด ห่วงค่าครองชีพพุ่ง–กำลังซื้อหด ดัน “ไทยช่วยไทยพลัส” เข้า ครม. 19 พ.ค. พยุงปากท้อง-กระจายเม็ดเงิน รับปีแห่งการลงทุน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังจากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไตรมาสแรกที่ 2.8% ว่า ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมานั้น ยังไม่มีสงครามตะวันออกกลาง ส่วนทั้งปีนั้นสภาพัฒน์ฯ คาดการณ์ที่ 1.5-2.5% ขณะที่ของกระทรวงการคลังนั้น จะมีการทบทวนประมาณการอีกครั้ง ปัจจุบันอยู่ที่ 2% “วันนี้เราอยู่ในช่วงไตรมาส 2 แต่ตัวเลขที่ออกมานั้นคือย้อนหลัง ก่อนเหตุการณ์ เห็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากการลงทุน และได้การส่งออกที่ยังดี ทุกคนรู้ว่ามาตรการของสหรัฐฯ ทำให้ทุกคนเร่งส่งออกไปก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ ที่เด่นมากคือการลงุทนเอกชนที่เติบโตถึง 10.1% ซึ่งเป็นการเติบโต 2 Digit เป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี ส่วนที่ห่วงคือ วันนี้ต้องยอมรับว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง โดยมองถนนไปข้างหน้ายังขรุขระมาก”นายเอกนิติ กล่าว วันนี้ วิกฤตพลังงานโลก คือ วิกฤตเศรษฐกิจ วันนี้ต่างชาติเริ่มกังวลมากกับวิกฤตพลังงาน ที่ทุกคนเริ่มพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า น้ำมันจะไม่ถูกอีกต่อไป 1-2 ปี เพราะโครงสร้างพลังงานถูกทำลาย ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะเริ่มสูงขึ้น วิกฤตจะมาเป็นหลายระลอก ดังนั้น หากมองไปข้างหน้า จะต้องเตรียมพร้อม สำหรับพายุและมรสุมที่จะเกิดขึ้น “วันนี้เราเห็นพายุที่ชัดเจนมาก เห็นพายุที่ก่อตัวอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นเราเห็นชัดแล้วว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นแล้วคือวิกฤตพลังงาน ที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และวันนี้ทุกคนยอมรับความเป็นจริง เพราะราคาน้ำมันสูงขึ้น วิกฤตที่เริ่มก่อตัว และเริ่มเป็นพายุแล้ว คือ วิกฤตต้นทุน ตัวเลขเดือนเม.ย. เงินเฟ้อสูงขึ้น 2.9% เพราะฉะนั้นคือวิกฤตต้นทุน เราจะเห็นว่าตัวเลขต้นทุนจะค่อยๆขยับขึ้น และน่าจะสูงขึ้นอีก ซึ่งไม่ใช่เฉพาะไทย แต่คือวิกฤตทั้งโลก”นายเอกนิติ กล่าว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ คือ เรื่องสำคัญ โดยวิกฤตลูกที่ 3 คือ วิกฤตค่าครองชีพและปากท้องของคน ในท้องตลาดคนถูกกระทบเยอะ บริษัท หรือ เอสเอ็มอีทั้งหลายวันนี้เริ่มเห็นต้นทุนขยับ กำไรหลายบริษัทเริ่มลดลง บางบริษัทเริ่มขาดทุน และต้นทุนอาหารแพงขึ้น เกือบ 10% และจะค่อยๆรุนแรงขึ้น “วิกฤตต่อไป คือ วิกฤตค่าครองชีพ เราต้องเตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตในอนาคต เราต้องเตรียมความพร้อมในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น”นายเอกนิติ กล่าว สำหรับมาตรการที่รัฐบาลเตรียมจะออกมานั้น ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะนำเข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันพรุ่งนี้ (19 พ.ค.) โดยจะเป็นมาตรการที่เตรียมพร้อมรองรับวิกฤตระลอกที่ 3 คือ วิกฤตค่าครองชีพ วิกฤตปากท้อง ซึ่งวิกฤตปากท้องระลอก 3-4 จะมาด้วยวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยจะมีแรงกดดัน 2 ด้าน คือ วิกฤตปากท้อง ค่าครองชีพสูงและเมื่อราคาสูง ความต้องการจะลดลง ดังนั้น เศรษฐกิจไทยหากมองไปในอนาคตมันจะแผ่วลง หน้าที่ของรัฐบาล คือ พยุง ดูแลปากท้องประชาชน และการลงทุนที่จะต้องทำควบคู่ไป เพราะจะเป็นปีแห่งการลงทุน “ในวันพรุ่งนี้นอกจากจะมีโครงการไทยช่วยไทยพลัสแล้ว ยังมีแผนก่อนหนี้สาธารณะที่จะเข้าครม.ด้วย โดยตามแผนก่อหนี้แล้ว คิดว่าหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ที่ประมาณ 68% โดยจะสูงสุดในปี 2571-2572 ที่ 69% วันนี้หากไม่ทำอะไรเลย วันนี้วิกฤตที่จะมองไปข้างหน้า สิ่งที่ไปเจอกับนักลงทุนต่างประเทศหมด และเห็นด้วยกัน ว่าหนี้ต่อจีดีพีจะสูงขึ้นทะลุ 70% ต่อจีดีพี เพราะจีดีพีจะหดตัว วันนี้ตัวเลขเศรษฐกิจวันนี้จีดีพีที่สะท้อนไตรมาสแรก สะท้อนสิ่งที่พยายามทำ คือ เอาการลงทุนมาช่วยเศรษฐกิจไทย”นายเอกนิติ กล่าว สำหรับการลงทุน จะช่วยทำให้จีดีพีและเศรษฐกิจประเทศไทยขยายตัว เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่การช่วยสั้น แต่คือการช่วยระยะยาวด้วย วันนี้เราลงทุนเพื่ออนาคต กระตุ้นสั้นได้ผลยาว ปัญหาที่ไทยจะต้องเตรียมพร้อมคือการกระจายตัว โดยวันนี้สิ่งที่นโยบายไทยช่วยไทยพลัส คือ การกระจายตัว ให้เม็ดเงินกระจายไปสู่ท้องถิ่นต่างๆ ช่วยวิกฤตปากท้อง และช่วยให้เกิดการกระจายตัว “ที่เราเปลี่ยนมาเป็นไทยช่วยไทยพลัส คือ จะเป็น 40:60 โดยประชาชนจ่าย 40 รัฐจ่าย 60และไทยช่วยไทยพลัส คือ คนไทยมาช่วยกัน ช่วยคนตัวเล็กตัวน้อย คนในท้องตลาด ครั้งที่แล้วร้านค้าอยู่ในกรุงเทพแค่ 15% ที่เหลือกระจายทั่วประเทศ และไทยช่วยไทยพลัสน่าจะมาช่วยเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/2569 ได้”นายเอกนิติ กล่าว สำหรับเม็ดเงินจากพ.ร.ก.กู้เงินนั้น จะไม่ได้มีแค่มาตรการไทยช่วยไทยพลัส เท่านั้น แต่จะมีเรื่องการปรับตัวของภาคเกษตรกรด้วย โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ยที่หลายประเทศให้ความเป็นห่วง โดยจะมีโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ขณะเดียวกันจะหารือกับ กระทรวงคมนาคม เพื่อหามาตรการช่วยภาคขนส่ง เนื่องจากปัจจุบันไทยพึ่งพาน้ำมันเยอะ โดยเฉพาะกลุ่มรถขนส่ง หัวลากทั้งหลาย จะสามารถช่วยกลุ่มขนส่งได้อย่างไร ซึ่งจะเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่พึ่งเป้าเฉพาะเจาะจง โดยอยู่ระหว่างศึกษาหัวลากไฟฟ้าเป็นไปได้หรือไม่ สำหรับรถขนส่งที่มีโอกาสเห็นที่จีนที่ใช้หัวลากไฟฟ้าหมด จะเป็นไปได้หรือไม่ สิ่งที่น่าเป็นห่วง วันนี้ ผลตอบแทนสหรัฐฯเป็นการสะท้อนว่า เงินเฟ้อจะมาแรง ซึ่งคือ เครื่องชี้ตัวหนึ่งในการคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคต ทำให้สะท้อนออกมาในผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สะท้อนว่าเงินเฟ้อจะมาแรง นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ประจำกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า มองไปข้างหน้ายังมีความท้าทาย เนื่องจากปัจจุบัน เงินเฟ้อได้เข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจแล้ว ไม่ใช่ในพลังงานและค่าขนส่ง และจะค่อยๆส่งผ่านไปยังผู้บริโภค และสิ่งที่หลายคนห่วง คือ วิกฤตพลังงานยาวกว่าที่คิด กำลังซื้อหลายคนจะหายไป รวมถึงนักท่องเที่ยวและตลาดส่งออกด้วย กรณีที่เงินเฟ้อจะมาแรงกว่าที่คิด ด้านนโยบายการเงินนั้น จะต้องแล้วแต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยหลักจะต้องดูว่าเศรษฐกิจอยู่ในสภาพไหน หากปัญหามาที่เงินเฟ้อและส่งถ่ายมาอย่างรวดเร็ว ว่าเศรษฐกิจเข้มแข็ง เกิดระลอกต่อไป คือ ร้านค้าขึ้นราคา ขึ้นค่าราคา และราคาหมุนขึ้นไปเรื่อยๆ นโยบายการเงินจะต้องเข้ามาช่วย ซึ่งในบางประเทศเห็นเริ่มพูดแบบนี้ เช่น ในสหรัฐฯว่าอาจจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยแล้วหรือไม่ “อย่างไรก็ตาม ในบริบทของไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น โดยเศรษฐกิจไทยไม่ได้เติบโตอย่างเต็มที่มานาน และเงินฟ้อแบบนี้ที่เป็น Cost-push Inflation ก็ยอมรับว่า เงินเฟ้อจะวิ่งขึ้นแน่นอน แต่ผลกระทบคือจะทำให้กำลังซื้อจะตก และเศรษฐกิจจะเริ่มซบเซา และเกิดแรงบีบ 2 ข้าง (Double squeeze) ถ้าเป็นแบบนั้น นโยบายการเงินจะมีความท้าทาย เพราะลงก็ไม่ได้ ขึ้นก็ลำบาก”นายสันติธาร กล่าว |