| สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย ได้รวบรวมมุมมอง ของบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำที่ได้ประเมินทิศทางของ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC จากบทวิเคราะห์ที่ออกมาในวันที่ 20 เม.ย. 69 | ชื่อโบรกเกอร์ | คำแนะนำ | ราคาเป้าหมาย (บาท) | | บล.พาย | ซื้อ | 34.00 | | บล.เคจีไอ | ซื้อ | 34.50 | | บล.ยูโอบี เคย์เฮียน | ซื้อ | 47.00 | | บล.ฟิลลิป | ซื้อ | 40.00 | | บล.กรุงศรี | ซื้อ | 39.00 | | บล.บัวหลวง | ซื้อ | 36.00 | | บล.ทิสโก้ | ถือ | 34.00 | สรุปปัจจัยบวก +กำไรสุทธิ 1Q69 แข็งแกร่ง ทำจุดสูงสุดใหม่ (All-time high) และดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ +คุณภาพสินทรัพย์ยังแข็งแกร่ง โดยมีอัตราการสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage ratio) อยู่ในระดับสูงถึง 408% เพื่อรองรับความไม่แน่นอน + ต้นทุนทางการเงิน (Cost of fund) มีแนวโน้มลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่อนคลาย + ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรอง (Credit Cost) ลดลงเนื่องจากคุณภาพลูกหนี้ดีกว่าที่คาด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้มากกว่า 25,000 บาทต่อเดือน + ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและการเติบโตของสินเชื่อส่วนบุคคลทำได้โดดเด่นกว่าภาพรวมอุตสาหกรรม + อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) จูงใจ โดยคาดหวังได้สูงถึง 6.3% - 6.5% + ฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) ต่ำเพียง 1.3 เท่า ทำให้มีความสามารถในการกู้เงินเพื่อขยายธุรกิจได้อีก + มีปัจจัยบวกใหม่จากการเริ่มรุกธุรกิจขายประกัน ซึ่งคาดว่าจะเป็นตัวต่อยอดรายได้ในอนาคต สรุปปัจจัยลบ - การเติบโตของสินเชื่ออาจถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ที่อาจชะลอตัวกว่าปีก่อน - อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ในงบรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.9% สาเหตุหลักมาจากพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ (ลีสซิ่ง) ที่บริษัทหยุดปล่อยใหม่ไปแล้ว - ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) มีแนวโน้มลดลงจากอัตราผลตอบแทนสินเชื่อที่ลดลง - แนวโน้มกำไรใน 2Q69 - 3Q69 อาจแผ่วลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล |