| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดแดนลบในวันพุธ (16 ก.ย.) ท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวน หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่ยังคงสูงจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งขึ้น ท่ามกลางสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 51,461.78 จุด ร่วงลง 631.21 จุด (-1.21%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,551.81 จุด ลดลง 33.92 จุด (-0.45%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 25,978.42 จุด ลดลง 3.15 จุด (-0.01%) คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ 12-0 เสียง ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2023 และส่งสัญญาณอาจปรับขึ้นอีกหนึ่งครั้งในปีนี้ ขณะที่เควิน วอร์ช ประธานเฟด แถลงหลังการประชุมว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ แข็งแกร่งขึ้นนับตั้งแต่การประชุมเฟดครั้งก่อน แต่เงินเฟ้อแทบไม่มีสัญญาณชะลอตัวลง ไรอัน เดทริก หัวหน้านักกลยุทธ์ตลาดของ Carson Group กล่าวว่า “เฟดขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปีอย่างที่คาดไว้ ประเด็นคือ เฟดดูมีความเป็นหนึ่งเดียวกันในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ” นักวิเคราะห์ยังระบุว่า “ข่าวดีคือ เฟดมองว่า การขึ้นดอกเบี้ยหลายครั้งในช่วงหลายเดือนข้างหน้าจะไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังแข็งแกร่ง ขณะที่เงินเฟ้ออยู่เหนือเป้าหมาย 2% มา 5 ปีแล้ว” ก่อนเฟดประกาศผลการประชุม ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น นำโดยหุ้นกลุ่มชิปที่กลับมารีบาวด์ และหนุนดัชนีแนสแดค ขณะเดียวกัน ข้อมูลค้าปลีกล่าสุดยังออกมาแข็งแกร่ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคสหรัฐฯ ยังคงจับจ่าย แม้จะเผชิญแรงกดดันด้านกำลังซื้อจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันเบนซิน ส่วนสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางขยายวงกว้าง หลังซาอุดีอาระเบียส่งเครื่องบินรบโจมตีเยเมน ขณะที่กลุ่มฮูตีที่มีอิหร่านหนุนหลังเปิดฉากโจมตีเมืองต่าง ๆ ของซาอุดีอาระเบีย โดยใช้โดรนและขีปนาวุธ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันล่าสุดปรับตัวลง โดยราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนต.ค. ปิดลดลง 3.2% ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ งวดส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 2.7% หลังมีรายงานว่าซาอุดีอาระเบียเสนอขายน้ำมันดิบผ่านโอมาน ซึ่งช่วยคลายความกังวลภาวะอุปทานชะงักงัน หลังจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นมากกว่า 20% ในช่วง 2 สัปดาห์ครึ่งที่ผ่านมา ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้นเทคโนโลยีปรับขึ้นมากที่สุดในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 ขณะที่กลุ่มพลังงานปิดลบ 3% โดยถูกกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่ลดลง - หุ้น Chevron และ Exxon Mobil ร่วง 2.9% และ 3.5% ตามลำดับ ขณะที่หุ้น Devon Energy และ ConocoPhillips ร่วงลงมากกว่า 5% - ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟียปรับตัวขึ้น 0.6% ถือเป็นการฟื้นตัวครั้งแรก นับตั้งแต่ผู้บริหารบริษัท AI หลายรายร่วมกันเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนาขีดความสามารถของ AI และผลักดันความร่วมมือเพื่อสร้างความปลอดภัยในอุตสาหกรรม - หุ้น Robinhood ร่วง 5.5% หลังวุฒิสภาสหรัฐฯ ไม่สามารถผลักดันร่างกฎหมายคริปโตเคอร์เรนซีได้สำเร็จ นอกจากนี้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยังตั้งข้อหาอดีตวิศวกรของ Robinhood 2 คนในคดีซื้อขายโดยใช้ข้อมูลภายในและใช้ข้อมูลที่เป็นความลับโดยมิชอบ - หุ้น Intel พุ่งขึ้น 4.0% หลังมีรายงานว่า SK Hynix ของเกาหลีใต้กำลังเจรจากับบริษัทเกี่ยวกับการผลิตชิปหน่วยความจำในสหรัฐฯ ขณะที่หุ้น SK Hynix ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้น 0.6% - หุ้น IBM ร่วง 4.4% หลังบริษัทเปิดเผยว่า Anderon ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจชิปของบริษัท ได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อรับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ - หุ้น Boeing ร่วง 3.7% หลังเคลลี ออร์ตเบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เผยว่า บริษัทต้องใช้เวลานานกว่าที่คาดในการฟื้นฟูขีดความสามารถในการผลิตเครื่องบิน 737 MAX ให้กลับมาอยู่ที่ระดับ 47 ลำต่อเดือน ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 18,420 ล้านหุ้น สูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วง 20 วันทำการ ซึ่งอยู่ที่ 15,330 ล้านหุ้น - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวกในสัดส่วน 1.75 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ 76 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 430 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดคมีหุ้นบวก 1,913 ตัว และหุ้นลบ 2,840 ตัว โดยมีหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 1.48 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 10 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 20 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดค มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 51 ตัว และจุดต่ำสุดใหม่ 257 ตัว ที่มา Reuters อ่านข่าวสารของสำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยเพิ่มเติมได้ที่ : https://url.in.th/w-stock-news |