สรุป Earnings Call : TISCO คาดผลงาน Q2/69 ส่อโตลดลงกว่าที่คาด หวั่นสงครามรุนแรง - เล็งชะลอปล่อยสินเชื่อใหม่

รูป สรุป Earnings Call : TISCO คาดผลงาน Q2/69 ส่อโตลดลงกว่าที่คาด หวั่นสงครามรุนแรง - เล็งชะลอปล่อยสินเชื่อใหม่

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 เม.ย. 69 16:26 น.

TISCO คาดผลงาน Q2/69 ส่อโตลดลงกว่าที่คาดไว้ เหตุรับผลพวงสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ แย้มยังคงเป้าสินเชื่อปีนี้โต 0-5% พร้อมเล็งชะลอปล่อยสินเชื่อใหม่ หากราคาน้ำมันพุ่งเกิน 130 - 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และสถานการณ์รุนแรงยืดเยื้อเกิน 1 ไตรมาส


นายชาตรี จันทรงาม รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายควบคุมการเงินและบริหารความเสี่ยง บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยในงาน Earnings Call โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้

แนวโน้มผลประกอบการปี 69

คาดแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการในช่วงไตรมาส 2/69 น่าจะยากกว่าที่คาดไว้เดิม เพราะมีสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเกิดขึ้นและไม่มีใครรู้ว่าจะลากยาวหรือรุนแรงแค่ไหน รวมถึงจะมีผลต่อกำลังซื้อของประชาชนและลูกค้าหรือไม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการซื้อรถใหม่และการปล่อยกู้สินเชื่อรถยนต์ของบริษัท

ทั้งนี้หากไม่มีปัญหาเรื่องสงครามค่อนข้างเชื่อมั่นว่าปีนี้น่าจะดีกว่าปีก่อน เพราะโมเมนตัมของยอดขายรถและการปล่อยสินเชื่อใหม่ของธุรกิจเช่าซื้อ เนื่องจากวัฏจักรของรถยนต์ที่ดีเลย์มาหลายปีรองรับกันอยู่ ส่วนด้านสินเชื่ออื่นๆ เช่น สินเชื่อธุรกิจและสินเชื่อ SME ยังไม่มีความต้องการมากนัก เพราะมีความระมัดระวังมากขึ้นในความต้องการเงินทุนเพื่อนำไปลงทุน

ด้านแนวโน้มผลกำไรปีนี้และการรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้อยู่ในระดับสูง คาดว่าต้องดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่เหลือของปีนี้ว่าจะลุกลามหรือรุนแรง และลากยาวแค่ไหน ซึ่งต้องดูหลายๆองค์ประกอบเทียบกัน

ยอมรับธุรกิจสมหวัง เงินสั่งได้ปีนี้อาจชะลอตัวลง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางและภาวะหนี้ภาคครัวเรือนที่สูง จึงทำให้การขยายตัวทำได้ค่อนข้างล่าช้า ซึ่งบริษัทอาจพยายามไปขยายในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำลงบางส่วน อย่างไรก็ตามพบว่าธุรกิจดังกล่าวชะลอตัวมาหลายไตรมาสแล้วและไตรมาสมาสที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีการเติบโตเท่าไหร่

บริษัทยังคงเป้าสินเชื่อปี 69 ที่โต 0–5% แต่อาจไปด้านโตต่ำมากกว่าสูง เพราะสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ซึ่งบริษัทก็คงมีแนวโน้มที่จะปล่อยสินเชื่อให้รัดกุมมากขึ้นหรือมากกว่าที่จะผ่อนปรนในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามต้องดูการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ว่าไปในทิศทางใด

ผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

ด้านการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางนั้น มองว่ายังอยู่ในระดับปกติ ยังไม่มีแนวโน้มว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะมีปัญหา โดยปัจจุบันบริษัทมีการจับตามองอย่างใกล้ชิดว่าลูกค้ากลุ่มไหนจะเริ่มมีปัญหาบ้าง แต่พบว่าตั้งแต่เกิดสถานการณ์จนถึงปัจจุบันตัวเลข NPL ในช่วงเดือน มี.ค.69 ยังปรับตัวดีขึ้นอยู่ สะท้อนว่าลูกค้ายังสามารถดูแลกันได้ประมาณหนึ่ง แต่ก็ต้องติดตามดูว่าจะโอเคกันได้นานแค่ไหน ซึ่งหากลากยาวไป 1-3 เดือนหรือเป็นไตรมาสก็เชื่อว่าน่าจะเริ่มมีผลกระทบต่อลูกค้าบางกลุ่ม

อย่างไรก็ตามบริษัทจะเข้าไปพิจารณาดูว่าจะช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มนี้ยังไง ซึ่งปกติจะมีการดูแลในเรื่องของการปรับโครงสร้างหนี้หรือยืดระยะเวลาการชำระหนี้ รวมถึงการปรับอัตราดอกเบี้ยต่างๆตามความเหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องดูประกอบกับมาตรการของทางภาครัฐอีกด้วย

ประเมินสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง หากราคาน้ำมันขึ้นไปไม่เกิน 110 - 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยืดเยื้อไม่เกิน 1 ไตรมาส รวมถึงโดยรวมตกลงกันได้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง คิดว่าอาจมีผลต่อผลประกอบการบ้างในแค่ช่วงสั้นๆ แต่คิดว่าภาพรวมผลประกอบการไม่น่าจะได้รับผลรุนแรงมากนัก

ขณะที่หากสถานการณ์บานปลายและราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปเกิน 130 - 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และยืดเยื้อเกินกว่า 1 ไตรมาส เชื่อว่าจะเริ่่มมีผลต่อระดับ NPL ที่จะเห็นเพิ่มขึ้นได้ เพราะพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อของบริษัทส่วนใหญ่ยังเป็นรถสันดาปอยู่ ซึ่งอาจกระทบให้ลูกค้าบางส่วนอาจผ่อนชำระต่อไม่ไหวและบางส่วนอาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากภาวะเศรษฐกิจที่เสื่อมถอย

อย่างไรก็ตามสิ่งที่บริษัทต้องทำหากสถานการณ์รุนแรงคือ การชะลอการปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้น เพราะสถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจและอาจมีผลต่อรายได้ในส่วนอื่นๆ เช่น รายได้ค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ยที่มีการหดตัว ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่สถานการณ์รุนแรงจะทำให้โอกาสการทำกำไรถูกกดดันในช่วงต่อๆไป โดยคาดว่าจะค่อยๆเกิดขึ้นและไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีจากรูปแบบของสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าลากยาวและรุนแรงมากแค่ไหน



Related Topics

Reported by

Pariwat Hinploy

Pariwat Hinploy

Senior Reporter, efinanceThai