GCAP GOLD เตือนสัญญาณ “Stagflation” เริ่มก่อตัว แนะรอช้อนทองคำแถว 68,500 - 68,200 บาท

รูป GCAP GOLD เตือนสัญญาณ “Stagflation” เริ่มก่อตัว แนะรอช้อนทองคำแถว 68,500 - 68,200 บาท

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -7 พ.ค. 69 9:50: น.

GCAP GOLD ชี้ตลาดหุ้น-พันธบัตรร่วงพร้อมกัน เป็นสัญญาณเตือนเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะ Stagflation ระยะแรก แม้ทองคำระยะสั้นยังผันผวนจากดอลลาร์แข็ง-บอนด์ยีลด์สูง แต่ระยะกลาง-ยาว มองเป็นขาขึ้น แนะนักลงทุนทยอยสะสม หากราคาย่อตัวใกล้ 68,500 - 68,200 บาท

นางสาวอารีรัตน์ มุราชัย หัวหน้านักวิเคราะห์ บริษัท จีแคป จำกัด หรือ GCAP GOLD เปิดเผยว่า ภาวะตลาดในปัจจุบันเริ่มแสดงสัญญาณที่น่ากังวล โดยเฉพาะสินทรัพย์หลักอย่างหุ้นและพันธบัตรปรับตัวลดลงพร้อมกัน ซึ่งในเชิงประวัติศาสตร์ถือเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรเศรษฐกิจที่ชะลอตัว


ขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้โครงสร้างเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านและเริ่มสะท้อนสัญญาณ Stagflation ระยะแรกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งถือเป็นจุดตั้งต้นของวัฏจักรที่เอื้อต่อการกลับมาของทองคำในระยะถัดไป


ขณะเดียวกัน อีกปัจจัยสำคัญที่ตลาดกำลังให้น้ำหนัก คือแรงกดดันด้านพลังงาน โดยเฉพาะความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและเงินเฟ้อทั่วโลก เมื่อปัจจัยเงินเฟ้อมีแนวโน้มยืดเยื้อ ทำให้ธนาคารกลางหลักโดยเฉพาะสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานขึ้น ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์และอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันราคาทองคำในระยะสั้น


อย่างไรก็ตามในเชิงโครงสร้างของวัฏจักร Stagflation ทองคำมักไม่ได้ปรับตัวขึ้นทันทีในช่วงเริ่มต้น เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Yield) ที่สูงขึ้น แต่เมื่อเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างชัดเจน และเงินเฟ้อไม่ลดลงตามเป้าหมาย ทำให้ปัจจัยดังกล่าวเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะส่งผลให้ทองคำกลับมาโดดเด่นในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ โดยเฉพาะในภาวะที่นโยบายการเงินมีข้อจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ


“ระยะสั้นราคาทองคำยังคงมีความผันผวนและอาจเคลื่อนไหวในลักษณะย่อแล้วซื้อมากกว่าการปรับขึ้นแบบต่อเนื่อง โดยมีดอลลาร์และ Bond Yield เป็นปัจจัยจำกัด Upside แต่ในระยะกลางถึงยาวโครงสร้าง Stagflation จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ทองคำกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะหากเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อฝังลึก ซึ่งจะเร่งให้เงินเกิดการไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างมีนัยสำคัญ” นางสาวอารีรัตน์กล่าว


ฝ่ายวิเคราะห์ ระบุว่า นักลงทุนที่ต้องการสะสมทองคำในพอร์ตระยะกลางถึงระยะยาว ควรรอจังหวะที่ราคาปรับฐานลงใกล้บริเวณ 4,400 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งคิดเป็นราคาทองคำไทยประมาณ 68,500 - 68,200 บาท แล้วทยอยแบ่งไม้เข้าสะสม เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นฐานแรงซื้อสำคัญของตลาด ที่เคยรองรับการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำในช่วงปลายปี 2568 จึงมองว่าเป็นโซนที่มีความสำคัญต่อโครงสร้างระยะยาว และเหมาะสำหรับการเริ่มเข้าซื้อสะสมเพื่อลงทุน


ขณะที่พอร์ตระยะสั้น แนะนำให้นักลงทุนเน้นเทรดตามรอบการแกว่งตัวของราคา โดยใช้กลยุทธ์ “ย่อแล้วซื้อ” เป็นหลัก กล่าวคือ รอเข้าซื้อเมื่อราคาปรับตัวลงใกล้แนวรับสำคัญ และทยอยขายทำกำไรเมื่อราคาดีดตัวขึ้น พร้อมกำหนดจุดตัดขาดทุนอย่างชัดเจน เพื่อควบคุมความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดในระยะสั้น


Related Topics

Reported by

Chutima Apichaisuksakul

Chutima Apichaisuksakul

Senior Reporter, efinanceThai