พาณิชย์ทำจดหมายเปิดผนึก แจง 6 ประเด็นแก้ปัญหาสินค้าเกษตรเชิงโครงสร้าง - ปุ๋ยแพง ชี้ผลสำเร็จต้องใช้เวลา

รูป พาณิชย์ทำจดหมายเปิดผนึก แจง 6 ประเด็นแก้ปัญหาสินค้าเกษตรเชิงโครงสร้าง - ปุ๋ยแพง ชี้ผลสำเร็จต้องใช้เวลา

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -7 พ.ค. 69 11:07 น.

กระทรวงพาณิชย์ ทำจดหมายเปิดผนึก ชี้แจง 6 ประเด็น แนวทางแก้ปัญหาสินค้าเกษตร - ปุ๋ยราคาแพง ชี้ต้องวางมาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง สร้างความสมดุลและสร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกร ชี้ผลสำเร็จอาจต้องใช้เวลา

กระทรวงพาณิชย์ ทำจดหมายเปิดผนึก ชี้แจงหลายประเด็นที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อและสื่อโซเชียล ที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน พร้อมอธิบายข้อเท็จจริงในประเด็นต่างๆ ดังนี้

1) ประเด็น “มองปัญหาแบบชั่วคราวมากกว่าคิดไปข้างหน้า”

ข้อเท็จจริง :

กระทรวงพาณิชย์ ขอเรียนว่า ปัญหาด้านสินค้าเกษตรเป็นปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งเรื่องผลผลิตต่อไร่ต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่พึ่งพาการขายผลสดเป็นหลัก จึงมีข้อจำกัดด้านอายุการเก็บรักษาสั้น ราคาขึ้นอยู่กับตลาดปลายทาง ไม่สามารถกำหนดราคาขายเองได้ ประกอบกับความท้าทายจากประเทศคู่แข่งที่เข้ามาช่วงชิงสัดส่วนตลาดมากขึ้น เช่น ทุเรียน จากเวียดนาม และมาเลเซีย รวมไปถึงปัญหาสินค้าปลอมปน เช่น น้ำมะพร้าวปลอม ซึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขให้เห็นผลได้ในทันที

กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินตามแนวนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ในการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นเฟส

ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้นปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากภารกิจสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ที่จะทำให้กลไกตลาดเกิดความสมดุล และสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่ ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ซึ่งปัญหาเฉพาะหน้าเหล่านี้ กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถมองข้ามได้ จำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขหรือบรรเทาให้ได้โดยเร็ว แต่ก็ไม่ได้ละเลยในการดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างหรือแก้ไขปัญหาระยะยาวแต่อย่างใด


2) ประเด็นทุเรียน

ข้อเท็จจริง :

กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการอย่างจริงจังทั้งด้านของการส่งเสริมและการป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ

- สร้างอุปสงค์ล่วงหน้า ไม่รอให้อุปทานล้นตลาด

- เปลี่ยน Demand ตลาด ปลุกกระแสการบริโภคทุเรียน เพื่อเพิ่มอุปสงค์รองรับทุเรียนที่เพิ่มขึ้น ผ่านช่องทางการตลาดที่ตอบสนองต่อวิถีการค้าและความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน เช่น Live Commerce, TikTok, KOL ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

- จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย ภายใต้แนวคิด Thailand: The Land of Tropical Fruits ร่วมกับทุกภาคส่วนผ่านช่องทางห้าง Modern Trade ตลาดสด ตลาดกลาง และตลาดนัดชุมชน

- หาตลาดรองรับล่วงหน้า โดยเฉพาะผลไม้แปรรูป นำไปทำเป็นวัตถุดิบในเมนูอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึง Healthy Snack ต่างๆ รวมถึงส่งเสริมการแปรรูปทุเรียนแช่แข็งเพื่อชะลอการออกสู่ตลาด สร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มระยะเวลาเก็บรักษา ขนส่งไปยังประเทศปลายทางที่ห่างไกลได้เพิ่มขึ้น

- รุกตลาดต่างประเทศ รักษาตลาดหลัก จีนเมืองหลัก (ผลสด-พรีเมียม) และเมืองรอง (ผลสด-เกรดรอง) มุ่งเน้นตลาดศักยภาพที่รู้จักผลไม้ไทยเป็นอย่างดี ได้แก่ ผลสด-พรีเมียม (ฮ่องกง มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน) แช่เย็น-แช่แข็ง (ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร) และแปรรูป-อบแห้ง (สหรัฐอเมริกา) และหาตลาดใหม่เพิ่มเติมที่ต้องส่งเสริมภาพลักษณ์ สร้างการรับรู้ผลไม้ไทย ได้แก่ ภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ยุโรป และเอเชียกลาง

กระทรวงพาณิชย์ เข้มงวดและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ และรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รุกปราบปรามล้งที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย และล้งนอมินี กรมการค้าภายใน ตรวจตราการปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ การสร้างความเป็นธรรมทางการค้า (การกดราคารับซื้อ การปฏิเสธการรับซื้อ การสร้างความปั่นป่วนในตลาด) การกำกับดูแลความเที่ยงตรงของเครื่องชั่ง กรมการค้าต่างประเทศ เรื่องการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ส่งออกและการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า เป็นต้น

สำหรับปัญหาทุเรียนอ่อน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักได้มีมาตรการต่างๆ เพื่อกำกับดูแลอยู่แล้ว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยการลงพื้นที่ตรวจสอบ ติดตาม และแจ้งเบาะแสไปยังกระทรวงเกษตรฯ และคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดทางกระทรวงเกษตรฯ ได้คุมเข้มตรวจล้งจันทบุรีและระยอง จำนวน 760 แห่ง พบมีการฝ่าฝืนขายทุเรียนอ่อน 21 แห่ง และพักใบอนุญาตทันที 1 แห่ง

3) ประเด็นราคาปาล์ม

ข้อเท็จจริง :

- โครงสร้างการใช้น้ำมันปาล์มดิบของประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ (1) การบริโภคภายในประเทศ (2) การใช้ในภาคพลังงาน (3) การส่งออก ซึ่งในขณะนี้ที่ไทยกำลังเผชิญวิกฤตทางด้านพลังงาน รัฐบาลมีนโยบายเชิงรุกในการนำไบโอดีเซลมาผสมกับน้ำมันดีเซลในสัดส่วนที่มากขึ้น เพื่อทดแทนการนำเข้าดีเซล และสร้างความมั่นคงทางพลังงาน รวมถึงการส่งเสริมผลผลิตทางการเกษตรของพี่น้องเกษตรกรให้มีราคาที่เหมาะสม

- สินค้าปาล์มน้ำมัน มีคณะอนุกรรมการบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์ม ภายใต้คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลและบริหารจัดการปริมาณน้ำมันปาล์มทั้งระบบให้เกิดความสมดุล ระหว่างการใช้ภายในประเทศ การใช้ในภาคพลังงาน และการส่งออก เพื่อให้เกิดเสถียรภาพด้านราคาและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งประกอบด้วยภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด (ราชการ-เกษตรกร-เอกชน) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

- มาตรการการขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมสมดุลสต็อก ไม่ได้เป็นการห้ามหรือทำให้มีปัญหาอุปสรรคในการส่งออกอย่างที่หลายฝ่ายเป็นกังวล โดยตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นมา มีการอนุมัติให้ส่งออกในทุกคำขอ รวม 11 ราย ปริมาณรวมกว่า 200,000 ตัน ซึ่งปริมาณการส่งออกถือว่ายังไม่สูงมากเนื่องจากราคาตลาดโลกยังไม่จูงใจให้ผู้ประกอบการเพิ่มการส่งออกมากนัก โดยราคาปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้น จากสัปดาห์ก่อนที่ 6.60 – 7.00 บาท/กก. ขึ้นมาอยู่ที่ 6.80-7.40 บาท/กก. เป็นไปตามกลไกตลาดโลก

- กระทรวงพาณิชย์สามารถบริหารจัดการน้ำมันปาล์มอย่างสมดุลในช่วงภาวะสงครามตะวันออกกลาง โดยช่วยลดต้นทุนภาคการขนส่งให้ประชาชน น้ำมันดีเซล B20 มีราคาถูกกว่าดีเซลธรรมดาถึง 7 บาท ตลอดจนสามารถรักษาระดับราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดให้เหมาะสม และมีปริมาณเพียงพอ ช่วยรักษาต้นทุนการผลิตไม่ให้สูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนการประกอบอาหาร ขณะเดียวกันสามารถที่รักษาระดับราคาปาล์มในประเทศให้อยู่ในราคาที่เหมาะสมต่อต้นทุน เป็นที่พอใจของพี่น้องเกษตรกร

4) ประเด็นมะพร้าวน้ำหอม และล้งกลาง (ล้งชุมชน)

ข้อเท็จจริง :

สินค้ามะพร้าวมีลักษณะเช่นเดียวกับสินค้าเกษตรหลายๆ ชนิดของไทย ที่มีการพึ่งพาการส่งออกในตลาดหลักเพียงไม่กี่ตลาด ดังนั้น ช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากพร้อม ๆ กันในแหล่งผลิตทั้งภาคกลางและภาคใต้ ส่งผลให้ราคาปรับตัวลดลงเป็นเช่นนี้ทุกปี โดยในปีนี้สินค้ามะพร้าวเผชิญกับปัญหาภัยแล้ง ส่งผลให้มีมะพร้าวลูกเล็ก คุณภาพลดลง ในสัดส่วนที่สูงมาก ประกอบกับสภาวะเศรษฐกิจในประเทศนำเข้าหลักอย่างจีนมีการชะลอตัวลง

ปัจจัยเหล่านี้ซ้ำเติมกดทับราคามะพร้าวให้ตกต่ำลง กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาในระยะต่าง ๆ ดังนี้

ระยะเร่งด่วน :

กระทรวงฯ แก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ก.ค. 68 - เม.ย. 69 ในแหล่งผลิตสำคัญ 4 จังหวัด (ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สงขลา) ดูดซับผลผลิตออก 10 ล้านลูก ผ่านการเปิดจุดรับซื้อในราคานำตลาด เชื่อมโยงผ่านกลไกพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ ตลอดจนร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมและเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรจำหน่าย อาทิ ห้างโมเดิร์นเทรด ปั้มน้ำมัน (PT Susco PTT บางจาก) บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารรัฐ King Power กลุ่มสยามพิวรรธน์ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ช่วยให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น โดย ณ 4 พ.ค. 69 ราคาหน้าสวนอยู่ที่ 9 – 10.50 บาท/ลูก และราคาล้งรับซื้ออยู่ที่ 10.50 – 12 บ./ลูก ปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงก่อนที่มีปัญหาเกษตรกรได้รับอยู่ที่ 3 – 4 บาท/ลูก

ระยะกลาง-ระยะยาว :

- แก้ปัญหาการกดราคารับซื้อจากล้งต่างชาติ: สนับสนุนผลักดันให้มีการจัดตั้ง “ล้งชุมชน” (ความหมายเดียวกับ “ล้งกลาง”) เพื่อตัดวงจรการกดราคา/การบิดเบือนราคาของล้งนอมินี และเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับเกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม

- ล่าสุด กระทรวงฯ โดยกรมการค้าภายในลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี เมื่อวันที่ 24 เม.ย.69 ประชุมหารือกับสมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย วิสาหกิจตลาดกลางมะพร้าวน้ำหอมไทย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนการจัดตั้งล้งชุมชน โดยทางวิสาหกิจฯ อยู่ระหว่างขอรับสนับสนุนงบประมาณ (เงินทุนหมุนเวียน) จากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร และกระทรวงพาณิชย์จะสนับสนุนด้านการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์

- แก้ไขปัญหาน้ำมะพร้าวปลอม ซึ่งทำลายตลาดมะพร้าวน้ำหอมในภาพรวม โดยมุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งตลาดในและต่างประเทศ โดยอยู่ระหว่างจัดทำตรารับรองมาตรฐานน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% ซึ่งจะดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อตรวจยืนยันความเป็นน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% (ตรวจสารประกอบ) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อควบคุมดูแลความปลอดภัย และการแสดงฉลากต้องถูกต้อง และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมน้ำมะพร้าว รวมถึงจะได้ประชาสัมพันธ์ตรารับรองมาตรฐานน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศต่อไป

- มาตรการทางกฎหมาย โดยกำหนดมะพร้าวน้ำหอมเป็นสินค้าควบคุม โดยอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ เพื่อประกอบการจัดทำร่างประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กำหนดสินค้าและบริการควบคุม และมาตรการกำกับดูแล (สิ้นสุด 8 พ.ค. 69) ซึ่งมาตรการที่จะกำหนด อาทิ การแจ้งข้อมูลปริมาณและราคารับซื้อมะพร้าวผลอ่อน ปริมาณและราคาจำหน่ายมะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ รวมถึงปริมาณการใช้/การแปรรูป ปริมาณคงเหลือ สถานที่จัดเก็บ ฯลฯ เพื่อให้ภาครัฐมีข้อมูลรอบด้านในการกำกับดูแลทั้งระบบ ว่ามีผลผลิตเข้าสู่ระบบเท่าใด ปริมาณมีความสอดคล้องต่อการนำไปผลิตเป็นน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% หรือไม่ รวมถึงราคาที่รับซื้อจากเกษตรกรมีความเหมาะสมหรือไม่ เป็นต้น

- กระทรวงพาณิชย์โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ร่วมแถลงข่าวการจับกุมนิติบุคคลที่ต้องสงสัยว่าจะเข้าข่ายลักษณะนอมินี โดย CIB ได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นธุรกิจเป้าหมายนิติบุคคลรับซื้อมะพร้าวและโรงงานแปรรูปมะพร้าว พบนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ตามท้ายบัญชีหนึ่ง ข้อ 2 การทำนา ทำไร่ หรือทำสวน และบัญชีสาม ข้อ 13, 14 และ 15 ซึ่งเกี่ยวกับการผลิตผลทางการเกษตร การค้าปลีกและค้าส่ง จำนวน 6 ราย ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี และพบผู้ร่วมดำเนินการบุคคลสัญชาติไทย 10 ราย / ชาวต่างชาติ 7 ราย โดยอยู่ระหว่างดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

5) ประเด็นปุ๋ยแพง / ปุ๋ยธงเขียวพลัสหาซื้อไม่ได้จริง

ข้อเท็จจริง :

- ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบปุ๋ยจากภูมิภาคตะวันออกกลางและจีน ซึ่งปุ๋ยเป็นสินค้าควบคุม ในสภาวะปกติกระทรวงพาณิชย์สามารถบริหารจัดการปริมาณและราคาปุ๋ยได้ อย่างไรก็ดี สภาวะสงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ไม่สามารถนำวัตถุดิบปุ๋ยเข้ามาในประเทศได้ และประเทศจีนมีการบริหารจัดการการส่งออกปุ๋ยเพื่อให้เกษตรกรในประเทศมีปุ๋ยใช้ที่เพียงพอ ดังนั้น กระทรวงพาณิชย์จึงได้ติดตามสถานการณ์และร่วมมือกับสมาคมปุ๋ยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ในการบริหารจัดการสต็อกให้มีเพียงพอและไม่ขึ้นราคาตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางจนถึงปัจจุบัน

- สำหรับปริมาณปุ๋ยยูเรียที่ช่วงแรกกระทรวงฯ ได้เคยชี้แจงตามข้อมูลจากสมาคมปุ๋ยที่เกี่ยวข้องว่าจะมีเพียงพอถึงเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งขณะนั้นมีสต็อกอยู่ที่ 340,000 ตัน และคาดว่าจะนำเข้ามาในเดือนเมษายน 2569 ประมาณ 200,000 ตัน แต่ติดปัญหาเรือขนส่งแม่ปุ๋ยบางส่วนไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ซึ่งปุ๋ยที่เป็นประเด็นหลัก คือ ยูเรียประมาณ 36% อย่างไรก็ตามยังมีปุ๋ยที่ใช้ได้ปกติอีก 64% เพราะฉะนั้นไม่ใช่ปุ๋ยทั้งตลาดจะขาดแคลนไปทั้งหมด

- ในระยะเร่งด่วน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เร่งหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยจากประเทศต่าง ๆ ควบคู่กับการปรับสูตรปุ๋ยให้เหมาะสมกับพื้นที่ ในส่วนกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงด้านราคา ได้ดำเนินโครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรในลำดับแรกก่อน สำหรับการแก้ปัญหาในระยะยาว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่จะเป็นผู้รับผิดชอบหลักด้านปริมาณปุ๋ย ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง จะมีโครงการแม่ปุ๋ยคนละครึ่ง โดยให้ ธ.ก.ส. เป็นตัวกลางในการดูแลหาแม่ปุ๋ยที่ตรงตามความต้องการของดินในพื้นที่นั้น ๆ ไม่ต้องใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จ ต่อไป

- สำหรับรายละเอียดของโครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส เป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับพี่น้องเกษตรกรในการเข้าถึงการจำหน่ายปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภัณฑ์ และเคมีเกษตรในราคาพิเศษ โดยมีเป้าหมายดำเนินการในพื้นที่ 40 จังหวัด 60 ครั้ง ครอบคลุมกลุ่มพืชเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไม้ผล โดยตั้งเป้าจำหน่ายปุ๋ยเคมี รวม 600,000 กระสอบ หรือครั้งละประมาณ 10,000 กระสอบ และจะเริ่มครั้งแรกที่จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างวันที่ 6–7 พฤษภาคม 2569 ณ สหกรณ์นิคมคลองสวนหมาก อำเภอคลองลาน สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว มันสำปะหลัง อ้อย และข้าวโพด

- สำหรับเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ เกษตรกรที่มีสมุดทะเบียนเกษตรกร หรือ “เล่มเขียว” จะได้รับส่วนลดซื้อปุ๋ยเคมีกระสอบละ 300 บาท (เดิมได้เพียงกระสอบละ 200 บาท) จำนวนไม่เกิน 5 กระสอบ รวม 1,500 บาท และได้รับส่วนลดซื้อเคมีเกษตรเพิ่มเติมอีก 50 บาท รวมเป็นส่วนลดทั้งสิ้น 1,550 บาทต่อครัวเรือน ส่วนเกษตรกรที่มีเล่มเขียว และมี “บัตรดินดี” หรือได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน หรือ ศดปช. จะได้รับสิทธิซื้อปุ๋ยเคมีเพิ่มอีก 1 กระสอบ พร้อมส่วนลดเพิ่ม 300 บาท และคูปองส่วนลดสำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์หรือชีวภัณฑ์อีก 250 บาท รวมสิทธิประโยชน์สูงสุดประมาณ 2,100 บาทต่อครัวเรือน

6) ประเด็นมะม่วงล้นตลาด “รัฐไม่ดูแล”

ข้อเท็จจริง :

กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2569 ถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงผลผลิตภาคกลาง (ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา) และภาคเหนือตอนล่าง (พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ สุโขทัย) ออกสู่ตลาดมากในลักษณะกระจุกตัวพร้อมกันในหลายพื้นที่

- ตั้งแต่ก่อนผลผลิตมะม่วงออกสู่ตลาด เร่งผลักดันมะม่วงต้นฤดูสู่ตลาดต่างประเทศให้มากที่สุด เพื่อลดปริมาณ Supply มะม่วงที่จะเป็นปัจจัยกดราคาในประเทศ โดยกระทรวงพาณิชย์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เร่งจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) สินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตร เช่น เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 จัดให้มีการซื้อขายล่วงหน้าก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด โดยจับคู่เจรจาซื้อขายระหว่างผู้ส่งออกไทย 101 บริษัท ผู้นำเข้า 90 บริษัท จาก 18 ประเทศ เกิดมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 3,120.51 ล้านบาท

- เตรียมการล่วงหน้าโดยลงพื้นที่จัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจ นำผู้ประกอบการ ผู้รวบรวม ห้างฯ โรงงานแปรรูป อคส. เชื่อมโยงซื้อขายผ่านตลอดข้อตกลงของกรมฯ เมื่อวันที่ 25 ก.พ. 69 ณ จังหวัดพิษณุโลก โดยมีกลุ่มเกษตรกรมะม่วง จาก 4 จังหวัด (พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย และเพชรบูรณ์) ปริมาณมะม่วงที่ได้ทำสัญญาข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้า 1,220 ตัน

- เชื่อมโยงกระจาย และดูดซับผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านกลไกต่าง ๆ อาทิ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดต้นทาง-ปลายทาง ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ห้างท้องถิ่น ภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย” งานธงฟ้า รถโมบายผลไม้ ฯลฯ ควบคู่ไปกับการรณรงค์บริโภคภายในประเทศ

- สนับสนุนบรรจุภัณฑ์ (ตะกร้าพลาสติก) ให้เกษตรกร เพื่อเชื่อมโยงผลผลิตคุณภาพจำหน่ายให้กับผู้บริโภคในห้างสรรพสินค้า

- ขอความร่วมมือหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ตลาดสด ตลาดกลาง และการทำ CSR เพื่อดูดซับอุปทานส่วนเกินเพิ่มเติม

- กระทรวงฯ จะติดตามและดูแลต่อเนื่องกับมะม่วงในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ที่ขณะนี้อยู่ในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ได้แก่ สายพันธุ์แฟนซี (งาช้างแดง แดงจักพรรดิ์ อาร์ทูอีทู) รวมถึง มะม่วงเขียวมรกตของจังหวัดลำพูน และมะม่วงน้ำดอกไม้จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจะออกสู่ตลาดมากในระยะต่อไป

กระทรวงพาณิชย์ มีความมั่นใจว่า การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในเฟสต่างๆ ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จะช่วยสร้างให้เกิดความสมดุลและสร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างเป็นที่ประจักษ์ ถึงแม้ผลสำเร็จของความพยายามในการขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างหรือการแก้ไขปัญหาในรูปแบบใหม่ๆ อาจจำเป็นต้องใช้เวลาก็ตาม


Related Topics

Reported by

Charuwan Iamyingpanitch

Charuwan Iamyingpanitch

Assistant News Editor, efinanceThai