ตลาดบอนด์สหรัฐฯระอุ! หลังยีลด์ดีดแรง ส่งสัญญาณรับดอกเบี้ยขาขึ้น

รูป ตลาดบอนด์สหรัฐฯระอุ! หลังยีลด์ดีดแรง ส่งสัญญาณรับดอกเบี้ยขาขึ้น

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 พ.ค. 69 11:40 น.

นักวิเคราะห์ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อที่ยังคงสูง การปรับมุมมองทิศทางอัตราดอกเบี้ย และพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของนักลงทุน อาจเป็น 3 ปัจจัยที่กำลังกดดันราคาพันธบัตรอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ ซึ่งคาดว่าจะยังส่งผลให้บอนด์ยีลด์พุ่งขึ้นอีกในสัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่แรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรอบล่าสุดอาจจะยังไม่จบลงง่าย ๆ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2025 โดยล่าสุดอยู่ที่ 4.671% ขณะที่บอนด์ยีลด์อายุ 30 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2007 ล่าสุดอยู่ที่ 5.178%

หลายเดือนที่ผ่านมา นักลงทุนมองว่า บอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี ที่ระดับ 4.5% เป็นจุดที่น่าดึงดูดใจในการเข้าซื้อพันธบัตร แต่เมื่ออัตราผลตอบแทนพุ่งทะลุระดับดังกล่าว ตลาดจึงต้องปรับมุมมองใหม่ว่า บอนด์ยีลด์ควรอยู่ที่ระดับใดหลังจากนี้จึงจะน่าสนใจในการเข้าซื้อ

เกรกอรี ฟารานีลโล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จาก AmeriVet Securities มองว่า “ตลาดดูไม่ค่อยดีนักในเวลานี้ และอาจมีการเทขายต่อเนื่องแน่นอน สถานการณ์เวลานี้คล้ายยุคโควิด แต่ในช่วงนั้นเราไม่ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เราลดอัตราดอกเบี้ยลง สถานการณ์ตอนนี้จึงซับซ้อนมาก และมีปัจจัยทางเทคนิคบางอย่างเข้ามามีบทบาทอย่างแน่นอน”

แพดราอิก การ์วีย์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยและตราสารหนี้ของ ING เชื่อว่าบอนด์ยีลด์อายุ 10 ปี กำลังมุ่งสู่ระดับ 4.75% จากแรงขับเคลื่อนพื้นฐานหลายประการที่กระตุ้นแรงเทขาย

การพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราพันธบัตรอ้างอิงถือเป็นความท้าทายสำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะเป็นภาระต่อบริษัทและผู้บริโภค

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญยังคงเป็นเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภคและผู้ผลิตล่าสุดเดือนเม.ย. ออกมาสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่า แรงกดดันด้านราคายังไม่ได้ชะลอลงเร็วอย่างที่ตลาดเคยหวัง ขณะที่นักลงทุนยังจับตาข้อมูลเศรษฐกิจหลายรายการ โดยเฉพาะข้อมูลของเดือนพ.ค. ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง

ดัชนีคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวในตลาดพันธบัตร พุ่งแตะระดับ 2.508% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบสามปีเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 2.49% เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ตัวเลขนี้เป็นมาตรวัดสำคัญที่สะท้อนว่า นักลงทุนในตลาดตราสารหนี้มีความเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดต่อความสามารถของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อระยะยาวให้กลับเข้าสู่เป้าหมาย

การ์วีย์ จาก ING เตือนว่า แม้การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย มาอยู่ที่ประมาณ 2.6% หรือ 2.7% ก็มีผลทำให้บอนด์ยีลด์พุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ “นั่นคือสิ่งที่จะทำให้อัตราผลตอบแทนขยับขึ้นอีก 10, 20 หรือ 30 เบซิสพอยต์ได้ง่ายมากในระยะต่อไป”

สิ่งนี้บ่งชี้ว่าตลาดอาจจะยังไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงของอัตราเงินเฟ้อที่ยืดเยื้ออย่างเต็มที่ ปัจจุบันนักลงทุนเริ่มพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานานขึ้น หรืออาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากอัตราเงินเฟ้อไม่ลดลง ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มมีมองว่าโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยไม่มีแล้ว จึงทำให้บอนด์ยีลด์ระยะสั้นขยับตัวสูงขึ้น

จิม บาร์นส์ ผู้อำนวยการฝ่ายตราสารหนี้ของ Bryn Mawr Trust กล่าวว่า บรรยากาศในตลาดได้เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เป็นสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยแตกต่างไปจากเดิม เมื่อไม่มีข่าวเชิงบวกจากอิหร่าน ประกอบกับข้อมูลเศรษฐกิจที่บ่งชี้แรงกดดันจากเงินเฟ้อ ตลาดพันธบัตรจึงเหมือนถอดใจและบอกว่าเราจำเป็นต้องปรับราคาสินทรัพย์ในตลาดให้สูงขึ้น”

ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือโครงสร้างของกลุ่มผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในอดีต ผู้ซื้อต่างชาติรายใหญ่ เช่น ประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลกับสหรัฐฯ จะเป็นผู้ซื้อที่สม่ำเสมอและมีความอ่อนไหวต่อความเคลื่อนไหวระยะสั้นของตลาดน้อยกว่า

กุนีต ดิงกรา หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ของ BNP Paribas กล่าวว่า ผู้ซื้อในปัจจุบันมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงและมีความอ่อนไหวต่อราคามากกว่า โดยมักจะมีฐานที่ตั้งอยู่ในศูนย์กลางทางการเงิน เช่น สหราชอาณาจักร เบลเยียม หมู่เกาะเคย์แมน และลักเซมเบิร์ก ประเทศเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางรับฝากสินทรัพย์รายใหญ่ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐให้กับกองทุนเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ ทั่วโลก และติดอยู่ในกลุ่มผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ นอกสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดเจ็ดอันดับแรก

สหราชอาณาจักรได้แซงหน้าจีนในเดือนมี.ค. 2025 ขึ้นมาเป็นผู้ถือครองตราสารหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ รายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสอง และในปัจจุบันถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มูลค่าเกือบ 900,000 ล้านดอลลาร์

การเปลี่ยนแปลงนี้หมายความว่า อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นจะไม่ได้ดึงดูดผู้ซื้อเข้ามาโดยอัตโนมัติเหมือนในอดีต ดิงกรากล่าวว่า นักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น ซึ่งอาจเปิดทางให้อัตราผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้นไปอีกก่อนที่ความต้องการซื้อจะฟื้นตัวกลับมา และมีความเป็นไปได้ที่จะต้องทดสอบระดับที่สูงขึ้นไปอีกก่อนจะเจอระดับต่ำสุดที่มีเสถียรภาพ

ที่มา Reuters


Related Topics

Reporting by

Supak Hophungju

Supak Hophungju

Head of International News Department, efinanceThai