สรุป Earnings Call : BTG วางเป้ารายได้ปี 69 โต 3-7% แตะ 1.3 แสนลบ. รุกตลาดสุกรมาเลเซียเต็มสูบ

รูป สรุป Earnings Call : BTG วางเป้ารายได้ปี 69 โต 3-7% แตะ 1.3 แสนลบ. รุกตลาดสุกรมาเลเซียเต็มสูบ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -20 พ.ค. 69 11:52 น.


BTG เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 69-71 ตั้งเป้ารายได้แตะ1.6 แสนลบ. ส่วนปีนี้วางรายได้โต 3-7% แตะ 1.3 แสนลบ. เดินเกมรุกต่างประเทศเต็มสูบ ทั้งส่งออกสุกรไปมาเลเซีย-สิงคโปร์ ระบุ Q2/69 รับอานิสงส์ “ไทยช่วยไทยพลัส” - ดีมานด์อาหารโลกจากภาวะสงคราม หนุนออเดอร์ต่างประเทศแน่นยาวถึงQ 4/69


นายวรพจน์ หงส์ภิญโญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG เปิดเผยในงาน "Earnings Call" โดยมีประเด็นที่สำคัญดังนี้


วางเป้าหมายกลยุทธ์ 3 ปี (69 - 71) รายได้แตะ 1.6 แสนลบ. ปีนี้คาดรายได้โต 3-7%


เป้าหมายกลยุทธ์ในช่วงปี 69 - 71 บริษัทฯ วางเป้าหมาย 3 ทาง ได้แก่ การรุกขยายไปต่างประเทศ, การปรับเปลี่ยนสินค้า และช่องทางการขายเพื่อเพิ่มอัตราส่วนกำไร หรือ มาร์จิ้น ดีขึ้น, การควบคุมค่าใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น


โดยปี 69 บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ 3-7% โดยคาดการณ์รายได้รวมที่ 126,000 - 130,000 ล้านบาท คาดอัตรากำไรขั้นต้น(GPM) อยู่ที่ 15-17% นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะขยายสัดส่วนพอร์ตรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 22%, เพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มกำไรสูง (High Margin) เป็น 60% โดยปีนี้ใช้งบลงทุน 5,300 ล้านบาท


ซึ่งระหว่างปี 69 - 71 ตั้งเป้าอัตราการเติบโตเฉลี่ยแบบทบต้นต่อปี (CAGR) เฉลี่ยปีละ 7-10% ทำรายได้แตะระดับ 150,000 - 160,000 ล้านบาท, สัดส่วนต่างประเทศ เพิ่มขึ้นเป็น 24%, สินค้ากลุ่ม High Margin ตั้งเป้าสัดส่วนไว้ที่ 65%, ช่องทางจำหน่ายกำไรสูงที่ 52%, กำไรขั้นต้น (GP Improvement) สูงถึง 1-1.5%


นอกจากนี้ปี 71 จะยกระดับการคุมต้นทุน (Cost Saving) ในด้านการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ตั้งเป้าลดต้นทุนให้ได้ถึง 1,700 ล้านบาท อีกทั้งยังตั้งเป้าลดสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ให้ต่ำกว่า 10% หรืออยู่ที่ประมาณ 9-9.5%


Q2/69 รับอานิสงส์ "ไทยช่วยไทยพลัส" - ซัพพลายสุกร ไก่ น้อยตามฤดูกาล


ในช่วงไตรมาส 2/69 มีปัจจัยบวกจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งในอดีตเมื่อมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลักษณะนี้ จะช่วยสนับสนุนการบริโภคให้ปรับตัวดีขึ้น โดยบริษัทฯ เชื่อว่าจะช่วยหนุนทิศทางการบริโภคในช่วงครึ่งหลังปี 69

ด้านปริมาณสุกร-ไก่ (ซัพพลาย) โดยปกติช่วงไตรมาส 2/69 อากาศร้อนส่งผลให้สุกร-ไก่ บริโภคอาหารน้อย กดดันซัพพลายน้อยลง ช่วยสนับสนุนราคาฟื้นตัวในระยะถัดไป


โดยไตรมาส 2/69 สำหรับสุกร มองว่าราคาผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วตั้งแต่เดือนก.พ. 69 ปัจจุบันราคาขยับมาที่ 60-66 บาท โดยมองว่าอนาคตราคายังบวกได้จากมาตรการไทยช่วยไทยพลัส, ซัพพลายมีไม่มากเทียบกับความต้องการ


ด้านราคาไก่ปัจจุบัน 37 บาท และน่าขยับขึ้นได้จากคำสั่งซื้อจากต่างประเทศ การบริโภคในประเทศ ซัพพลายยังไม่มาก ส่วนไข่ไก่ทรงตัว 3.60 บาท


เปิดเกมรุกต่างประเทศ ชูมาเลเซีย หวังดันมูลค่าส่งออกสุกร ปี 71 แตะ 1.9 พันลบ.


ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมา BTG ได้รับข่าวดีเรื่องเป็นผู้ประกอบการ 1 ใน 3 ที่ได้รับ อนุญาตส่งออกสุกรไปมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตในอนาคต โดนในช่วงแรก เริ่มส่งออกแล้ววันที่ 10 มี.ค. 69 ประมาณ 200 ตัว และช่วงเม.ย. 69 ส่งออกเพิ่มเป็น 400 ตัว และคาดหวังในอนาคตจะส่งออกสุกรมากขึ้น คาดช่วงไตรมาส 4/69 สามารถส่งออกสุกร 10,000 ตัว/เดือน


ทั้งนี้มาร์จิ้นการส่งออกสุกรไปมาเลเซียสูงกว่ามาร์จิ้นในประเทศ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนอัตรากำไรในอนาคตของบริษัทฯ อีกทั้งการส่งออกสุกรไปมาเลเซีย จะช่วยลดซัพพลายในประเทศลง ทำให้ราคาสุกรในไทยดีขึ้น


โดยการส่งออกสุกรไปมาเลเซีย เป็นไปตามกลยุทธ์บริษัทฯ ที่จะแปรรูปสุกร เป็นเนื้อสุกรมากขึ้น ซึ่งบริษัทฯ เริ่มเปิดดำเนินการโรงงานแห่งที่ 11 จังหวัดสุราษฎร์ธานีในช่วงเดือนก.พ. 69 โดยมีกำลังการผลิต 600 ตัว/วัน ซึ่งเพิ่มกำลังการผลิตการแปรรูปสุกรได้อีก 5% เป็น 12,000 ตัว/วัน โดยมีกำลังการผลิต (Utilisation rate) ในช่วงไตรมาส 1/69 สูง 75% และปลายปี 69 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 97% และปี 70 เป็น 100%


สำหรับพอร์ตการส่งออกสุกรในอนาคต ปีนี้ตั้งเป้าส่งออกสุกรไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6% หรือมูลค่า 600 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2% ของมูลค่ารวมของสุกรทั้งหมด โดยสัดส่วนไปมาเลเซีย 78% และบริษัทฯ เตรียมส่งออกไปประเทศสิงคโปร์ คาดว่าเห็นในช่วงไตรมาส 4/69


โดยคาดว่าอีก 2 ปี บริษัทฯ จะมีพอร์ตส่งออกสุกรโดยปี 71 คาดว่าอัตราการเติบโตเฉลี่ยแบบทบต้นต่อปี (CAGR) ที่ระดับ 78% เมื่อเทียบจากปี 69 โดยคาดว่ามูลค่าจะแตะระดับ 1,900 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5% ของยอดขายสุกรรวม ทั้งนี้คาดว่าสัดส่วนการส่งออกสุกรในปี 71 จะไปที่มาเลเซียมากสุดสัดส่วน 68%, สิงคโปร์ 24% และฮ่องกง 8%


นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้รับใบอนุญาตส่งออกไก่ไปประเทศญี่ปุ่น หรือใบอนุญาต (EST 456) ซึ่งโรงงานที่ลำปางได้รับอนุญาต นับเป็นโรงงานแห่งที่ 4 ที่ได้รับใบอนุญาตให้ส่งออกไปต่างประเทศได้ ทั้งนี้โรงงานดังกล่าวมีกำลังการผลิต 60,000 ตัว/วัน เพิ่มกำลังการผลิตได้ 11% ทำให้ปัจจุบันบริษัทฯมีกำลังการผลิตในการส่งออกไก่รวม 585,000 ตัว/วัน


ซึ่งจากการได้รับอนุญาตดังกล่าวสะท้อนประโยชน์ใน 3 เรื่อง ทั้งสัดส่วนรายได้ต่างประเทศ หรือการส่งออกมากยิ่งขึ้น, เพิ่มโอกาสส่งออกไก่ไปประเทศใหม่ๆ มากขึ้น, สร้างความน่าเชื่อถือและคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นต่อคู่ค้าในต่างประเทศ


สงครามไม่ใช่แค่ความเสี่ยง แต่คือโอกาส ดันออเดอร์ต่างประเทศเต็มยาวถึง Q4/69


ด้านภาวะสงครามแม้มีความเสี่ยงแต่ยังมีโอกาส ทำให้เกิดความต้องการอาหารมากขึ้นทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบัน BTG มีคำสั่งซื้อล่วงหน้าจากต่างประเทศเต็มไตรมาส 3/69 และเริ่มทยอยต่อเนื่องถึงไตรมาส 4/69 ซึ่งบริษัทฯ ยังสามารถบริหารซัพพลายได้ดีทั้งสุกรและไก่ พร้อมรองรับความต้องการ


นอกจากนี้ปัญหาสงครามยังทำให้ราคาอาหารเพิ่มขึ้น รวมถึงเป็นไปตามทิศทางเงินเฟ้อ ซึ่งบริษัทฯ ยังสามารถบริหารคุณภาพได้ดี และบริษัทฯ ปรับเปลี่ยนสินค้า หรือให้ตรงกับช่องทางที่มีมาร์จิ้นดีขึ้น ส่วนราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นกระทบค่าขนส่งและต้นทุน แต่บริษัทฯ สามารถบริหารต้นทุนได้ยืดหยุ่น ทำให้ลดผลกระทบดังกล่าวได้ ทั้งการบริหารจัดการระบบขนส่งให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด


รวมถึงการมีพาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งสามารถเจรจาผลกระทบค่าขนส่งได้, บริษัทมีระบบโลจิสติกส์ 20 แห่ง, ด้านต้นทุนวัตถุดิบสูงทั้งข้าวโพดกากถั่วเหลือง ซึ่งบริษัทฯ ได้วางแผนล่วงหน้า (Forward Planning) โดยสำรองวัตถุดิบไว้ล่วงหน้าประมาณ 3-4 เดือน รวมถึงการทำสัญญาคงที่ทั้งราคาและปริมาณค่าเฟดการนำเข้าวัตถุดิบไปจนถึงสิ้นปี นอกจากนี้ศูนย์นวัตกรรม (Innovation Center) ของ BTG ยังมีบทบาทสำคัญในการปรับสูตรอาหารสัตว์ (Feed Formula) เพื่อลดผลกระทบด้านต้นทุน พร้อมทั้งลดบรรจุภัณฑ์พลาสติก และตั้งเป้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% ภายในปี 73


Related Topics

Reported by

Chutima Apichaisuksakul

Chutima Apichaisuksakul

Senior Reporter, efinanceThai