| TOP ประกาศผลดำเนินงานไตรมาส 1/69 มีกำไรสุทธิ 19,481.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 455.7% จากรายได้เพิ่มขึ้นตามวัตถุดิบป้อนเข้ากระบวนการผลิต และรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมัน พร้อมติดตามแนวโน้มค่าการกลั่นในระยะถัดไป ตามความผันผวนตามสถานการณ์ตลาด
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ 19,481.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 455.7% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,503.51 ล้านบาท ในไตรมาส 1/69 ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามแรงหนุนหลักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์รับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมันสุทธิจากการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ทำให้กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 31,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25,179 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ตาม กลุ่มไทยออยล์รับรู้ขาดทุนจากการวัดมูลค่ายุติธรรมเครื่องมือทางการเงิน 8,582 ล้านบาท แม้จะมีกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท รายได้จากการขายของกลุ่มไทยออยล์ในไตรมาสแรกของปี 2569 อยู่ที่ 114,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,539 ล้านบาท ตามปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง กลุ่มไทยออยล์มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 9.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากค่าการกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซลกับน้ำมันดิบดูไบที่สูงขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัวจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ กำไรขั้นต้นของธุรกิจอะโรเมติกส์ยังปรับเพิ่มขึ้น จากส่วนต่างราคาสารพาราไซลีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามอุปสงค์ที่ดีขึ้นในอินเดียและจีน รวมถึงกำไรขั้นต้นจากธุรกิจผลิตสาร Linear Alkyl Benzene (LAB) ที่สูงขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัว และกำไรขั้นต้นของธุรกิจผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากอัตรากำไรของผลิตภัณฑ์พลอยได้และกลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่ปรับตัวดีขึ้น แนวโน้มค่าการกลั่น แนวโน้มค่าการกลั่นในแต่ละไตรมาสของปี 2569 ว่าจะมีความผันผวนตามสถานการณ์ตลาด โดยเฉพาะจากความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีค่าการกลั่นอยู่ในระดับสูง และมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน ซึ่งเกิดจากการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าตามแนวทางการดำเนินธุรกิจปกติประมาณ 1-2 เดือน ทำให้ต้นทุนที่รับรู้ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาตลาดปัจจุบัน ต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน อาทิ ต้นทุนน้ำมันดิบ และส่วนต่างราคาน้ำมันดิบ (Crude Premium) ที่สะท้อนค่าความเสี่ยงจากภาวะสงคราม (War Risk Premium) คาดว่าจะทยอยสะท้อนในผลการดำเนินงานตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 ถึงครึ่งหลังของปี 2569 ตามรอบการจัดหาน้ำมันดิบ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลให้ค่าการกลั่นปรับตัวลดลง ภายใต้สมมติฐานที่อ้างอิงข้อมูลจากภาวะตลาดและแหล่งข้อมูลวิจัยที่เกี่ยวข้อง ไทยออยล์คาดว่าอาจรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมันในช่วงไตรมาส 2/2569 และต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงหลังสถานการณ์คลี่คลาย โรงกลั่นอาจต้องรับรู้ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน เนื่องจากน้ำมันดิบที่เข้าสู่กระบวนการผลิตเป็นน้ำมันดิบที่มีการจัดซื้อล่วงหน้าในช่วงที่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและมีความผันผวนสูง ทั้งนี้ เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งคลี่คลายลง ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง ส่งผลต่อการขาดทุนสต็อกน้ำมันในอนาคต ทั้งนี้ ค่าการกลั่นรวมกำไร (ขาดทุน) จากสต็อกน้ำมันไม่ใช่ผลกำไร (ขาดทุน) สุทธิของโรงกลั่น เนื่องจากยังไม่รวมรายการสำคัญหลายส่วน เช่น การกลับรายการมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป กำไร (ขาดทุน) จากเครื่องมือทางการเงิน ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ดอกเบี้ยจ่าย ค่าเสื่อมราคา และภาษีเงินได้ เป็นต้น “กําไรที่โรงกลั่นได้รับใน Q1/69 เป็นกําไรทางบัญชีที่มาจากความผันผวนของราคานํ้ามันในระยะสั้น อันเกิดจากต้นทุนนํ้ามันดิบที่นําเข้ากลั่นซึ่งได้จัดซื้อไว้ก่อนเกิดสงคราม มิใช่กําไรจากการดําเนินงานที่เกิดขึ้นอย่างสมํ่าเสมอ” ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง - ไทยออยล์ประเมินว่าจําเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท ในไตรมาส 2/69 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงคราม เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีราคาปรับเพิ่มสูงขึ้น โดยภายหลังการเกิดสงคราม ต้นทุนราคาน้ำมันดิบของกลุ่มไทยออยล์ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญเมื่อเทียบกับระดับก่อนเกิดสงคราม (อ้างอิงราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยในเดือน กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับต้นทุนราคาน้ํามันดิบดูไบเฉลี่ยในเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 129 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล) - ผลกระทบจากนโยบายของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมีมติให้ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ในช่วงวันที่ 9 เมษายน – 19 พฤษภาคม 2569 ส่งผลให้กระแสเงินสดของกลุ่มไทยออยล์ลดลงประมาณ 2,800 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลประกอบการ - ไทยออยล์มีเงินสดคงค้างจากการขอชดเชยคืนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นจํานวน 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พฤษภาคม 2569) เนื่องจากผลจากการที่ภาครัฐใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเครื่องมือพยุงราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งผลให้กระแสเงินสดของไทยออยล์ลดลงประมาณ 10,314 ล้านบาท ไทยออยล์จะติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด และบริหารจัดการสภาพคล่องอย่างรอบคอบ เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น ไทยออยล์ยังคงดําเนินการกลั่นด้วยอัตราการใช้กําลังการผลิตเฉลี่ยในระดับร้อยละ 110-113 ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดตามศักยภาพของโรงกลั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน และให้มั่นใจว่ามีอุปทาน้ำมันสําเร็จรูปเพียงพอรองรับสถานการณ์วิกฤต ขณะเดียวกัน โรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียส่วนหนึ่งได้ปรับลดกําลังการผลิต เนื่องจากการชะลอหรือลดการซื้อน้ำมันดิบหลังจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลให้การนําเข้าน้ำมันดิบเพื่อการกลั่นมีความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ |