| ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เดินทางถึงกรุงวอชิงตันในวันที่ 23 ก.ย. ซึ่งเป็นการเยือนสหรัฐฯ ครั้งแรกในรอบ 3 ปีของผู้นำจีน ขณะที่ทั่วโลกจับตามองการประชุมสุดยอดระหว่างสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในวันที่ 24 ก.ย. โดยการเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้คาดว่าจะเปิดโอกาสให้สองผู้นำเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลกได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ และหาจุดร่วมในประเด็นที่ยังมีข้อขัดแย้ง ตั้งแต่การค้า, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), สงครามอิหร่าน ไปจนถึงไต้หวัน ข้อตกลงการค้าและภาษีศุลกากร คาดว่า สี จิ้นผิง และทรัมป์จะหาทางขยายข้อตกลงพักรบสงครามการค้า ซึ่งจะสิ้นสุดลงในเดือนพ.ย. นี้ออกไป ซึ่งจะช่วยลดภาษีตอบโต้ที่ทั้งสองประเทศเก็บจากสินค้าของอีกฝ่าย และระงับมาตรการควบคุมการส่งออกบางส่วนที่เคยเสนอไว้สำหรับสินค้าต่าง ๆ รวมถึงแร่หายากของจีน ก่อนการประชุมสุดยอดในสัปดาห์นี้ ทั้งสองประเทศได้หารือกันว่าจะเดินหน้าด้วยการลดภาษีสินค้าต่าง ๆ รวมถึงพลังงานและสินค้าเกษตรของสหรัฐฯ ต่อไปหรือไม่ ภายใต้กลไกคณะกรรมการการค้า ที่มุ่งลดอุปสรรคด้านการนำเข้าสินค้ามูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์จากแต่ละฝ่าย โดยหนึ่งในแนวทางอาจกำหนดกรอบภาษีสินค้าบางรายการจากจีนภายใต้หลักเกณฑ์ Most Favoured Nation (MFN) อย่างไรก็ตาม การผ่อนคลายความตึงเครียดด้านภาษียังไม่แน่นอน โดยรัฐบาลวอชิงตันได้เปิดการสอบสวนแนวทางการค้าของประเทศต่าง ๆ ซึ่งอาจเปิดทางให้สหรัฐฯ ใช้มาตรการใหม่กับจีนเพื่อทดแทนภาษีตอบโต้ที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้ยกเลิกในเดือนก.พ. ขณะที่เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ระบุว่า จีนและสหรัฐฯ ยังคงมีความเห็นต่างกันเกี่ยวกับเงื่อนไขการขยายเวลาพักรบด้านภาษี โดยระบุว่า ระยะเวลา 3-6 เดือนเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลวอชิงตันสามารถยอมรับได้ การทำตามคำมั่นซื้อสินค้าและการลงทุน จีนกำลังเดินหน้าตามคำมั่นซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ปีละ 25 ล้านตัน ไปจนถึงปี 2028 โดยล่าสุดยอดซื้อของจีนในปีนี้เกินเป้าหมายไปครึ่งหนึ่งแล้ว แต่ความท้าทายอยู่ที่คำมั่นอีกส่วนหนึ่ง ที่จีนจะซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ 17,000 ล้านดอลลาร์ โดยคัง เว่ย เจียง โบรกเกอร์ด้านสินค้าเกษตรของ StoneX Group ในสิงคโปร์ กล่าวว่า จีนจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ หากความสัมพันธ์ทางการเมืองยังเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และอุปสรรคด้านภาษีผ่อนคลายลง ขณะที่การซื้อสินค้ารายการอื่นจากสหรัฐฯ ยังล่าช้า ตัวอย่างเช่น การนำเข้าเนื้อวัวในช่วง 7 เดือนแรกของปีมีมูลค่าเพียง 7 ล้านดอลลาร์ ลดลงอย่างมากจาก 556 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ตามข้อมูลของ Bloomberg Economics โดยจีนต่ออายุใบอนุญาตนำเข้าสินค้าจากโรงงานแปรรูปเนื้อวัวในสหรัฐฯ หลายร้อยแห่งเมื่อเดือนพ.ค. แต่การจัดส่งสินค้าฟื้นตัวเพียงเล็กน้อย เนื่องจากราคาเนื้อวัวในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น ขณะที่อุปสงค์ในจีนอ่อนแอ ส่งผลให้การซื้อชะลอตัว ส่วนการลงทุนยังคงเป็นประเด็นที่ท้าทายในการเจรจาเช่นกัน โดยทรัมป์เคยส่งสัญญาณนำเข้ารถยนต์จากจีนมายังสหรัฐฯ และกำลังพิจารณาอนุญาตให้จีนเข้ามาสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯ หากมีการจ้างแรงงานชาวอเมริกัน อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองอย่างมากในสหรัฐฯ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สหรัฐฯ และจีนกำลังแข่งขันกันเพื่อเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์ และต่างฝ่ายต่างใช้มาตรการจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีของอีกฝ่าย นับตั้งแต่การประชุมระหว่างผู้นำทั้งสองครั้งล่าสุดในเดือนพ.ค. AI พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การหารือในประเด็นนี้มีความเร่งด่วนและมีความขัดแย้งมากขึ้น สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เตือนถึงการแข่งขันด้าน AI ว่า “จะไม่มีวันพรุ่งนี้ หากจีนเป็นฝ่ายชนะ” ประสิทธิภาพของโมเดล AI ชั้นนำของจีนกำลังเข้าใกล้ระดับของคู่แข่งในสหรัฐฯ ขณะที่รัฐบาลปักกิ่งมองว่า AI เป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะช่วยให้จีนพลิกดุลการแข่งขันทางเทคโนโลยีกับสหรัฐฯ หลังผู้นำในอุตสาหกรรม AI ของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI รุ่นประสิทธิภาพสูงอย่างรอบคอบมากขึ้นด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ขณะที่รัฐบาลจีนต่อต้านแนวคิดนี้ โดยระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นความพยายามที่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเองและสร้างความหวาดกลัวเกินจริง แร่ธาตุสำคัญ แร่ธาตุสำคัญ เช่น แร่หายาก ซึ่งมีความสำคัญต่อการผลิตสินค้าขั้นสูง เช่น หุ่นยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า และอาวุธนำวิถี กลายเป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจ โดยจีนอาศัยความได้เปรียบด้านการผลิตแร่เหล่านี้ ส่งผลให้รัฐบาลปักกิ่งมีอำนาจต่อรองในช่วงความขัดแย้งด้านภาษีกับสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว หลังจีนใช้มาตรการควบคุมการส่งออกเพื่อจำกัดการเข้าถึงแร่หายากของจีนจากต่างประเทศ หลังการพักรบด้านการค้าในเดือนต.ค. จีนกลับมาอนุญาตให้ส่งออกสินค้าเหล่านี้บางส่วนอีกครั้ง แต่รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า รัฐบาลปักกิ่งดำเนินการจัดส่งอย่างล่าช้า ขณะที่การส่งออกแม่เหล็กแร่หายากของจีนไปยังสหรัฐฯ ลดลงในเดือนที่แล้ว โดยแหล่งข่าวระบุว่า รัฐบาลปักกิ่งหวังเสนอใบอนุญาตส่งออกเพิ่มเติมเป็นเครื่องมือต่อรองในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ แม้รัฐบาลวอชิงตันพยายามกระจายแหล่งจัดหาแร่ธาตุสำคัญ แต่ Bloomberg Economics ระบุว่า สหรัฐฯ น่าจะยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะลดการพึ่งพาจีนในด้านการทำเหมืองและแปรรูปแร่หายาก รัฐบาลปักกิ่งเองก็ได้ออกกฎใหม่เพื่อรับมือกับความพยายามของต่างประเทศในการย้ายห่วงโซ่อุปทานออกจากซัพพลายเออร์จีน และจำกัดการเข้าถึงวัตถุดิบและเทคโนโลยีสำคัญของจีน สงครามอิหร่าน ทรัมป์กำลังเผชิญแรงกดดันให้ยุติความขัดแย้งซึ่งนำไปสู่วิกฤตพลังงานทั่วโลก ขณะที่จีนยังคงให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจแก่อิหร่านในฐานะผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ จีนยังแสดงจุดยืนสนับสนุนทางการทูตต่ออิหร่านในระดับหนึ่งบนเวทีโลก และมีรายงานว่ากองทัพอิหร่านได้รับความช่วยเหลือบางส่วนจากจีน รัฐบาลปักกิ่งสั่งให้บริษัทจีนไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ที่มุ่งเป้าไปยังการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน โดยนำมาตรการที่ประกาศใช้ในปี 2021 มาใช้อีกครั้ง โดยในครั้งนั้นจีนได้ออกกฎใหม่เพื่อคุ้มครองบริษัทจีนจากกฎหมายต่างประเทศที่ไม่เป็นธรรม พร้อมเปิดทางให้ศาลจีนลงโทษบริษัทต่างชาติที่ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของต่างประเทศ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนแสดงจุดยืนคัดค้านมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียว พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ หลีกเลี่ยงการทำให้ข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่านในปัจจุบันต้องล่มลง แทนที่จะโยนความผิดให้จีน ไต้หวัน ประเด็นไต้หวันยังคงเป็นหนึ่งในเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีแนวโน้มสร้างความผันผวนมากที่สุดต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน สิ่งที่จีนจับตามองมากที่สุดคือ การขัดขวางแพ็กเกจการขายอาวุธของสหรัฐฯ วงเงิน 14,000 ล้านดอลลาร์ให้แก่ไต้หวัน รัฐบาลปักกิ่งอ้างว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน ขณะที่สหรัฐฯ แสดงจุดยืนสนับสนุนทางทหารต่อไต้หวัน และยังคงรักษาความสัมพันธ์กับรัฐบาลไต้หวันอย่างใกล้ชิด แม้จะเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการก็ตาม ก่อนหน้านี้ รัฐบาลปักกิ่งเคยเรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์ประกาศอย่างเป็นทางการว่า “คัดค้าน” การประกาศเอกราชของไต้หวัน ซึ่งจะถือเป็นชัยชนะทางการทูตครั้งสำคัญของจีน หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ พบกับสี จิ้นผิงที่กรุงปักกิ่งในเดือนพ.ค. โดยทรัมป์กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้ไต้หวัน และกล่าวว่าเขาไม่ต้องการทำสงครามที่อยู่ห่างออกไป 9,500 ไมล์ หากประเด็นไต้หวันถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมสัปดาห์นี้ คำถามสำคัญคือ ทรัมป์จะยอมแลกผลประโยชน์บางประการของสหรัฐฯ ที่เกี่ยวข้องกับไต้หวัน เพื่อแลกกับข้อแลกเปลี่ยนบางอย่างที่รัฐบาลจีนจะอ่อนข้อให้หรือไม่ ที่มา Bloomberg |