หุ้นเอเชียที่ได้อานิสงส์จากธีมปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังร้อนแรงต่อเนื่อง แต่แรงซื้อที่ผลักดันตลาดรอบนี้เริ่มสะท้อนความเสี่ยงจากการใช้เลเวอเรจ และการเก็งกำไรระยะสั้นมากขึ้น ส่งผลให้ ความผันผวน ในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันเงินลงทุนบางส่วนเริ่มไหลไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง พันธบัตร และ ทองคำ เพื่อรับมือความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นในตลาดหุ้นภูมิภาค
ในญี่ปุ่น ดัชนี Nikkei Stock Average ทะยานทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 72,366.34 จุด ก่อนร่วงลง 4% ในวันถัดมา เหลือ 69,360.88 จุด แม้ในรอบ 1 ปี ดัชนีจะปรับขึ้นเกือบ 80% แต่แรงเหวี่ยงของราคายังรุนแรงขึ้น โดยดัชนีความผันผวนและช่วงแกว่งรายวันขยายกว้างขึ้น J.P. Morgan ระบุว่ารอบขาขึ้นนี้ขับเคลื่อนโดย cash equities มากกว่าฟิวเจอร์ส ขณะที่ Morgan Stanley MUFG Securities มองว่าการวิ่งแรงของหุ้นและพฤติกรรมการเกาะกระแสสะท้อนการเติบโตของพอร์ตที่ใช้ มาร์จิน มากขึ้น
มาร์จินพุ่งในญี่ปุ่น สะท้อนแรงเก็งกำไรที่หนาแน่น
ข้อมูลตลาดหุ้นโตเกียวบ่งชี้ว่า มูลค่ามาร์จินบายนิงคงค้าง ในสัปดาห์ถึงวันที่ 19 มิถุนายน อยู่เกือบ 6.5 ล้านล้านเยน หรือราว 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 102,000 ล้านเยน จากสัปดาห์ก่อนหน้า และในช่วงต้นเดือนมิถุนายนเคยแตะระดับสูงกว่า 6.6 ล้านล้านเยน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 1994 ตัวเลขนี้สะท้อนว่ากระแสซื้อในตลาดไม่ได้มาจากเงินสดทั้งหมด แต่มีแรงหนุนจากการกู้ยืมเข้ามาช่วยเสริมความร้อนแรงของราคา
ในเกาหลีใต้ สถานการณ์ก็ไม่ต่างกันมากนัก ดัชนี KOSPI ผันผวนหนัก ขณะที่ดัชนีความผันผวน V-KOSPI ทะลุ 95 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นมากกว่าสามเท่าตั้งแต่ต้นปี ส่วนไต้หวัน มูลค่ามาร์จินบน Taiwan Stock Exchange เพิ่มขึ้นถึง 170% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยยอดคงค้างสัปดาห์ล่าสุดมากกว่า NT$611,000 ล้าน หรือราว 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
ผลกระทบต่อนักลงทุนไทยและตลาดภูมิภาค
สำหรับนักลงทุนไทย ภาพสำคัญจากข่าวนี้คือการที่เม็ดเงินกำลังกระจุกตัวอยู่ในธีม AI และ ชิป อย่างชัดเจน ซึ่งอาจดึงกระแสเงินออกจากสินทรัพย์เสี่ยงอื่น ๆ ทั่วภูมิภาคได้ หากความผันผวนในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันยืดเยื้อ หุ้นไทยที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วน และการส่งออกอาจได้อานิสงส์ทางอ้อมจากการหมุนของเม็ดเงินในธีมเซมิคอนดักเตอร์ แต่หุ้นที่อิงกับภาวะ risk-on สูงเกินไปก็มีโอกาสเผชิญแรงกระเพื่อมจากการลดสถานะของนักลงทุนระยะสั้น
อีกประเด็นที่ควรจับตาคือการกระจุกตัวของดัชนีในหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่ตัว โดยข้อมูลในข่าวระบุว่า TSMC, Samsung Electronics และ SK Hynix รวมกันคิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของดัชนีตลาดเกิดใหม่ (EM index) สถานการณ์นี้ทำให้ความเสี่ยงเชิงดัชนีและความเสี่ยงของพอร์ตที่อ้างอิงตลาดเกิดใหม่มีน้ำหนักมากขึ้น เพราะหากหุ้นผู้นำกลุ่มเกิดแรงขาย ดัชนีโดยรวมอาจผันผวนตามอย่างรวดเร็ว
สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงกลับมามีบทบาทมากขึ้น
เมื่อความผันผวนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น นักลงทุนมักหันไปหาสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงมากขึ้น โดยเฉพาะ ทองคำ และ พันธบัตร ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตในช่วงที่หุ้นธีม AI และชิปปรับตัวแรงเกินพื้นฐาน การจัดสรรพอร์ตจึงต้องคำนึงถึงทั้งโอกาสในการเติบโตและความเสี่ยงจากการใช้เลเวอเรจที่สูงขึ้น
ภาพรวมของตลาดเอเชียในตอนนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมต่อ AI เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความเปราะบางของการขึ้นรอบใหญ่ที่อาจพึ่งพาเงินกู้และแรงเก็งกำไรเป็นสำคัญ หากกระแสเงินเริ่มชะลอหรือมีการลดสถานะพร้อมกัน ความผันผวนในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวันอาจลุกลามไปยังสินทรัพย์อื่นในภูมิภาคได้รวดเร็ว นักลงทุนจึงควรติดตามทั้งระดับมาร์จิน ความเคลื่อนไหวของหุ้นเทคโนโลยี และท่าทีของเงินทุนที่อาจโยกกลับไปยังสินทรัพย์ปลอดภัยในระยะต่อไป