| ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดไร้ทิศทางท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวนในวันพุธ (29 เม.ย.) จากหลายปัจจัยทั้งราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่หลังปิดตลาด ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 48,861.81 จุด ลดลง 280.12 จุด (-0.57%), ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,135.98 จุด ลดลง 2.82 จุด (-0.04%) และดัชนีแนสแดคปิดที่ 24,673.24 จุด เพิ่มขึ้น 9.44 จุด (+0.04%) บรรยากาศการซื้อขายเป็นไปอย่างผันผวนหลังเฟดออกแถลงการณ์หลังการประชุม ซึ่งเผยให้เห็นว่า ที่ประชุมเฟดเสียงแตกมากที่สุดในรอบ 34 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 1992 ประกอบกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับราคาพลังงานที่สูงขึ้นจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยที่ประชุมมีมติ 8 ต่อ 4 คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ตามคาดการณ์ของตลาด การประชุมนโยบายครั้งนี้มีแนวโน้มจะเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายภายใต้การนำของเจอโรม พาวเวลล์ ในฐานะประธานเฟด ซึ่งได้ให้คำมั่นในการแถลงข่าวในเวลาต่อมาว่าเขาจะยังคงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการต่อไป ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นหลังทำเนียบยืนยันรายงานที่ว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมสำหรับการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านนานออกไป ซึ่งบ่งชี้ถึงแรงกดดันต่ออุปทานน้ำมันที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซที่ยังถูกปิดกั้น แมทธิว เคเตอร์ หุ้นส่วนจัดการของ Keator Group บริษัทบริหารความมั่งคั่ง กล่าวว่า ยิ่งความขัดแย้งในอิหร่านลากยาวออกไปและราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนของโลกยังคงอยู่ สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการใช้จ่าย ซึ่งจะสะท้อนผ่านผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในรอบถัดไป ทางด้านเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งระบุว่า ทรัมป์ได้หารือกับผู้บริหารระดับสูงจาก Chevron และบริษัทพลังงานอื่น ๆ เพื่อพูดคุยถึงขั้นตอนที่เป็นไปได้เพื่อคลายความกังวลต่อตลาดน้ำมัน หากการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือน สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุด ยอดสั่งซื้อสินค้าทุนพื้นฐาน ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดแผนการใช้จ่ายด้านทุนของภาคเอกชน พุ่งขึ้น 3.3% ในเดือนมี.ค. นับเป็นการเพิ่มขึ้นรายเดือนมากที่สุดตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2020 ภาพรวมหุ้นรายตัว-รายอุตสาหกรรม - หุ้น Alphabet พุ่งขึ้นกว่า 3% ขณะที่ Amazon และ Microsoft ร่วงกว่า 3% และ Meta ดิ่งกว่า 6% ในการซื้อขายหลังปิดตลาด หลังรายงานผลประกอบการ - ดัชนีหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ฟิลาเดลเฟีย Philadelphia SE Semiconductor ปิดเพิ่มขึ้น 2.4% โดยปีนี้ ดัชนีบวกไปแล้ว 45.0% - ในบรรดาหุ้น 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P 500 พบว่า กลุ่มพลังงานพุ่งนำตลาด จากราคาน้ำมันดิบที่ขยับขึ้น ขณะที่กลุ่มสาธารณูปโภคและกลุ่มวัสดุเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด - หุ้น Robinhood Markets ดิ่งลง 13.2% หลังจากบริษัทรายงานกำไรไตรมาสแรกต่ำกว่าคาด - หุ้น Seagate พุ่งขึ้น 11.1% หลังเผยคาดการณ์ไตรมาสสี่ที่สดใส ขณะที่หุ้นกลุ่มอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลพุ่งขึ้นเช่นกัน โดย SanDisk และ Western Digital พุ่ง 6.2% และ 5.6% ตามลำดับ - หุ้น Starbucks พุ่งขึ้น 8.5% หลังจากปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรประจำปี - หุ้น Visa พุ่งขึ้น 8.3% หลังปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรตลอดทั้งปี - หุ้น NXP Semiconductors ทะยานขึ้น 25.5% หลังจากรายงานแนวโน้มรายได้ในไตรมาสสอง สูงกว่าการคาดการณ์ของวอลล์สตรีท ภาพรวมปริมาณการซื้อขาย - ปริมาณการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐฯ อยู่ที่ 16,370 ล้านหุ้น ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 17,810 ล้านหุ้นในช่วง 20 วันทำการ - ตลาดหุ้นนิวยอร์กมีจำนวนหุ้นลบมากกว่าหุ้นบวก ในสัดส่วน 2.52 ต่อ 1 หุ้น โดยมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 187 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 84 ตัว - ตลาดหุ้นแนสแดค มีหุ้นบวก 1,474 ตัว และหุ้นลบ 3,347 ตัว คิดเป็นสัดส่วนหุ้นลบต่อหุ้นบวก 2.27 ต่อ 1 หุ้น - ดัชนี S&P 500 มีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ จำนวน 20 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 25 ตัว ขณะที่ดัชนีแนสแดคมีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ 85 ตัว และทำจุดต่ำสุดใหม่ 124 ตัว ที่มา Reuters |