TEGH โชว์ผลงาน Q1/69 ฟอร์มแข็งแกร่ง เดินหน้าปั๊มรายได้ปี 69 แตะระดับ 22,000 ลบ.

รูป TEGH โชว์ผลงาน Q1/69 ฟอร์มแข็งแกร่ง เดินหน้าปั๊มรายได้ปี 69 แตะระดับ 22,000 ลบ.

efinAI


Investor Relations Info : TEGH

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -15 พ.ค. 69 13:47 น.

บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (TEGH) เปิดงบไตรมาส 1/69 รายได้ 4,409 ล้านบาท กำไรสุทธิ 81 ล้านบาท ฟากแม่ทัพหญิง “สินีนุช โกกนุทาภรณ์” ระบุ ผลการดำเนินงานสะท้อนพื้นฐานองค์กรที่แข็งแกร่ง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง พร้อมเดินหน้าปักหมุดรายได้ปี 69 แตะ 22,000 ล้านบาท เติบโต 10% ลุยขยายกำลังการผลิตตามแผน เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของไทย ต่อยอดความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ยางแท่งที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนรายแรกของโลก พร้อมส่งยานลูก “ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ (TEBP)” เข้าตลาด mai ในปีนี้


นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH ผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ และน้ำมันปาล์มดิบรายใหญ่ในภาคตะวันออก และผู้นำด้านการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์และผลิตพลังงานทดแทน ประเภทพลังงานชีวภาพแบบครบวงจรในพื้นที่ EEC เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 (สิ้นสุดวันที่ 31 มี.ค.69) กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม 4,409 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 81 ล้านบาท


โดย ธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ มีรายได้ 3,922 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน คิดเป็นสัดส่วน 89% ของรายได้ทั้งหมด และมีสัดส่วนการขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR อยู่ที่ 20,467 ตัน คิดเป็น 35% ของยอดขายยางแท่งทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ มีรายได้ 418 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 9% ของรายได้ทั้งหมด ลดลง 14% จากไตรมาสก่อน ส่วนธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ มีรายได้ 66 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% จากไตรมาสก่อน


สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยมีการเติบโตจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม และพลังงานทดแทนและรับบริหารจัดการกากอินทรีย์

โดยเฉพาะธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ คาดว่าปริมาณขายจะเพิ่มขึ้น เป็น 280,000-290,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมยางยังเผชิญความผันผวนจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันด้านราคาจากผู้ผลิตในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่า ยังมีปัจจัยสนับสนุนต่อทิศทางธุรกิจและราคายางธรรมชาติในปีนี้ และเชื่อมั่นว่า ด้วยการบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด การขยายตลาดและกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ผลการดำเนินงานปี 2569 เติบโตได้ตามเป้าที่วางไว้


ในไตรมาส 1/69 บริษัทมีสัดส่วนยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 48% จากการบริหารจัดการเพื่อสร้างสมดุลการขาย ขณะที่ตลาดอินเดียยังเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง ส่วนตลาดสหรัฐฯ เริ่มคลายแรงกดดัน เห็นสัญญาณเชิงบวกจาก shipment activity ที่ทยอยกลับมา รวมถึงความต้องการของลูกค้า จีน และยุโรป อีกทั้งมองว่า ทิศทางราคายางธรรมชาติได้รับแรงสนับสนุนจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง ช่วยหนุนความสามารถในการแข่งขันของยางธรรมชาติ รวมถึง demand จากลูกค้ากลุ่ม Compound Rubber ประเทศอินเดียที่อยู่ในระดับดี


ทั้งยังคงมั่นใจว่า จะสามารถรักษาสัดส่วนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ได้ในระดับ 30-40% ในช่วงครึ่งปีแรกนี้ จากการที่ลูกค้าในยุโรป และประเทศอื่นๆ ที่ยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังทิศทางการบังคับใช้กฎหมาย EUDR ของสหภาพยุโรปมีความชัดเจนมากขึ้น และคาดว่าจะไม่มีการเลื่อนการบังคับใช้ออกไปเพิ่มเติม ก่อนเริ่มมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 นี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ของบริษัทให้เพิ่มขึ้นในระยะครึ่งปีหลัง โดยโครงการขยายกำลังการผลิตยางแท่งที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 นี้ จะทำให้กำลังการผลิตยางแท่งรวมของบริษัท เพิ่มขึ้นเป็น 432,000 ตันภายในปีนี้ ซึ่งจะสอดรับกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า


ด้วยวิสัยทัศน์ Empowering the Low Carbon Value Chain บริษัทฯ ได้เปิดตัวสินค้ายางแท่งที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Block Rubber Carbon Neutral) ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าผู้ผลิตยางล้อที่ต้องการใช้วัตถุดิบที่สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับกับมาตรการ CBAM ที่จะเริ่มบังคับใช้แล้วในปีนี้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะสามารถรับรู้รายได้ในอนาคตอันใกล้ โดยล่าสุด ได้ประกาศความสำเร็จในการเป็นผู้บุกเบิก Carbon Neutral Natural Rubber รายแรกของโลก ในงาน “TEGH Low Carbon Partnership Forum 2026” ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราไทยในการยกระดับจากผู้ผลิตวัตถุดิบ สู่การเป็นผู้นำด้านวัสดุคาร์บอนต่ำสำหรับห่วงโซ่อุปทานของโลก ย้ำบทบาทผู้นำด้านธุรกิจยั่งยืน โดยได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่า ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ความยั่งยืนในระยะยาว


“TEGH เชื่อว่า อนาคตคาร์บอนต่ำของประเทศไทย จะไม่เกิดจากความมุ่งมั่นเพียงลำพัง แต่จะเกิดจากความร่วมมือที่เปลี่ยนนโยบายให้เป็นการปฏิบัติ เปลี่ยนของเสียให้เป็นคุณค่า และเปลี่ยนความยั่งยืนให้เป็นความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” นางสาวสินีนุช กล่าว


ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ มีแนวโน้มกลับมาทำผลงานได้ดีหลังจากบริษัทเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทั้งการซ่อมบำรุงเครื่องจักร การติดตั้งหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) ลูกใหม่ และการติดตั้งหม้อนึ่งปาล์ม (Sterilizer) เพิ่มเติมคาดว่าจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้อีก 50% ภายในปีนี้ เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตในระยะถัดไป นอกจากนี้บริษัทตั้งเป้าได้รับการรับรอง ISCC corsia ในปีนี้ หลังจากที่ได้รับการรับรอง ISCC plus และ ISCC EU มาแล้วในปีที่ผ่านมา สำหรับน้ำมันที่สกัดได้จากทะลายปาล์มเปล่าและน้ำมันน้ำเสีย เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมการผลิตเชื้อเพลิงการบินชีวภาพจากน้ำมันและไขมันเหลือใช้ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์รอง (By-Product)


บริษัทมองว่าภาพรวมตลาดน้ำมันปาล์ม ยังได้รับแรงสนับสนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง รวมถึงนโยบายภาครัฐที่เพิ่มสัดส่วนการใช้ Biodiesel เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานในหลายประเทศ เช่น ไทย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ซึ่งช่วยเพิ่ม demand ด้าน Biodiesel หนุนดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มออกจากตลาด รวมถึงราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดที่ปรับตัวขึ้น ส่งผลให้ราคารับซื้อน้ำมันปาล์มดิบปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน และการต่อยอดผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง จะช่วยให้ให้ธุรกิจปาล์มน้ำมันพลิกวิกฤต และเติบโตได้ในปีนี้

ด้านธุรกิจด้านพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องหลังจากประสบความสำเร็จจากโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 1 และขณะที่โครงการบ่อกากปิโตรเคมี อยู่ระหว่างทดสอบระบบในขั้นตอนสุดท้าย คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2/69 นี้ และโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 2 คาดว่าจะแล้วเสร็จและเริ่มรับรู้ภายในไตรมาส 3/69 ตามแผนเพิ่มศักยภาพในการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์รวมเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 1,100,000 ตัน และผลิตก๊าซชีวภาพรวมเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 58,000,000 ลูกบาศก์เมตร ในปี 2570


นอกจากนี้ บริษัทคาดว่า จะมีการรับรู้รายได้จากการขาย Carbon Credit ที่จะได้รับการรับรองเพิ่มขึ้นตามปริมาณกากอินทรีย์ที่เพิ่มขึ้นด้วย พร้อมเดินหน้าหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อร่วมพัฒนาโครงการ CBG/LBM และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตของ Low Carbon Value Chain ในอนาคตต่อไป ขณะเดียวกัน ภาวะความไม่แน่นอนด้านพลังงานโลกและต้นทุนพลังงานฟอสซิลที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจ ช่วยเร่งความต้องการพลังงานสะอาดและพลังงานทางเลือกมากขึ้น ทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทที่มุ่งพัฒนา Renewable Energy และเป็น Net Zero Solution Provider เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว


สำหรับแผนการนำการบริษัทย่อย “บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (TEBP)”เสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ปัจจุบันมีความคืบหน้าตามลำดับ คาดว่าจะสามารถนำหุ้นสามัญเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายในปีนี้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและสร้างการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต


Related Topics