PTT เปิด 8 มาตรการลดผลกระทบต่อห่วงโซ่พลังงาน จากผลกระทบตะวันออกกลาง - ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

รูป PTT เปิด 8 มาตรการลดผลกระทบต่อห่วงโซ่พลังงาน จากผลกระทบตะวันออกกลาง - ปิดช่องแคบฮอร์มุซ

efinAI



สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -28 เม.ย. 69 13:17 น.

PTT เปิด 8 มาตรการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อห่วงโซ่พลังงาน จากวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซและสงครามตะวันออกกลาง ยืนยันการให้ความร่วมมือดําเนินการตามนโยบายของภาครัฐ

บริษัท ปตท. จํากัด (มหาชน) หรือ PTT แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานน้ำมันดิบและน้ำมันสําเร็จรูป รวมทั้งสินค้าอื่นๆ ทั่วทุกภูมิภาคในทั่วโลก บริษัทในฐานะผู้ประกอบ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทางพลังงานของประเทศ ให้ความสําคัญสูงสุดต่อการบริหารจัดการให้ประเทศได้เข้าถึง พลังงานได้อย่างเพียงพอและเป็นธรรม

ปตท. ขอชี้แจงถึงมาตรการบริหารจัดการเพื่อลดผลกระทบต่อห่วงโซ่พลังงาน รวมทั้งการให้ความร่วมมือดําเนินการตามนโยบายของภาครัฐ มายังสาธารณชนเพื่อทราบข้อเท็จจริง ดังนี้

1. การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM)

จากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้การขนส่งพลังงานในเส้นทางดังกล่าวหยุดชะงัก ก่อให้เกิดความผันผวนของราคาพลังงานใน ตลาดโลกอย่างรุนแรง

เพื่อให้การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ การจัดการสถานการณ์ฉุกเฉิน การติดตามและประเมินผลกระทบ ตลอดจนการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งการจัดหาพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพตลอด Supply chain

ปตท. จึงได้จัดตั้งศูนย์ PTT Incident Command System : PTT ICS และจัดให้มีการประชุมบริหารจัดการภาวะฉุกเฉินทุกวันอย่างต่อเนื่องรวมทั้งหมดกว่า 37 ครั้ง จนถึงปัจจุบันและ ยังคงดําเนินการต่อไป จากสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลาย

2. ระบบการจัดหาน้ำมันดิบ

ปตท. บริหารจัดการและกระจายความเสี่ยงในการจัดหาน้ำมันดิบจากหลากหลายแหล่งทั่วโลก ลด การพึ่งพาแหล่งตะวันออกกลาง โดยมีการนําเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศ แอฟริกาตะวันตก ลาตินอเมริกา และมาเลเซีย ผ่านโครงการ P1 และเครือข่ายของ PTT Trading ทดแทนน้ำมันดิบที่ไม่สามารถจัดหาได้ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรวมถึงเรือที่ติดค้างอยู่ภายในช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อให้โรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. สามารถดําเนินการผลิตได้เต็มกําลังและสามารถผลิตน้ำมันสําเร็จรูปทุกประเภทได้ เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ แม้ว่าค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงการงดการส่งออกตามนโยบายของภาครัฐ

โดยได้จัดหาและนําเข้าน้ำมันดิบให้กับโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2569 กว่า 70 เที่ยวเรือ โดยจัดหามาจากตะวันออกกลางประมาณร้อยละ 30 และ จากภูมิภาคอื่นๆ ร้อยละ 70 ซึ่งเรือมีระยะเวลาการเดินทางที่นานขึ้น จึงต้องจัดหาล่วงหน้าจาก 45-60 วัน เป็น 90 วัน

เมื่อสถานการณ์คลี่คลายและช่องแคบกลับมาเปิด อาจเกิดภาวะอุปทานเกินความต้องการ ซึ่งอาจทําให้ต้องขายน้ำมันดิบส่วนเกินที่จัดหาเพิ่มเติมไว้ล่วงหน้า ในราคาที่เปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ตลาดโลกในเวลาต่อมา

3. ประสิทธิภาพของโรงกลั่น

ในช่วงที่ผ่านมา โรงกลั่นมีการลงทุนเพื่อเสริมความยืดหยุ่นและความมั่นคงด้านพลังงาน ซึ่งเป็นการลงทุนล่วงหน้ากว่า 110,000 ล้านบาท ในระหว่างปี 2564 ถึง 2568 ทําให้โรงกลั่นทั้ง 3 แห่งของกลุ่ม ปตท. สามารถปรับเปลี่ยนไปใช้น้ำมันดิบจากแหล่งอื่นได้ทันทีโดยไม่กระทบต่อปริมาณการผลิตและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ และดําเนินการกลั่นอย่างเต็มกําลังของโรงกลั่น

ในช่วงภาวะวิกฤตที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. เดินเครื่องโรงกลั่นเฉลี่ยกว่าร้อยละ 105 แม้ว่าโรงกลั่นในภูมิภาคจะลดกําลังการกลั่น เนื่องจากประสบปัญหาในการจัดหาน้ำมันดิบและมีความเสี่ยงด้านราคาสูงขึ้น

โรงกลั่นน้ํามันในกลุ่ม ปตท. ยังคงดําเนินการเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันดีเซลให้มากขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศ ซึ่งทําให้ปริมาณผลิตของน้ำมันสําเร็จรูปชนิดอื่น เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันอากาศยาน น้ำมันเตา เพิ่มขึ้นเช่นกัน ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันสําเร็จรูปมีแนวโน้มลดลงจากราคาที่เพิ่มสูงขึ้น จึงทําให้ทุกโรงกลั่นจําเป็นต้องบริหารจัดเก็บสินค้าคงคลังของผลิตภัณฑ์น้ำมันสําเร็จรูปอื่นๆ ที่เกินความต้องการในประเทศ รวมถึงรับภาระค่าใช้จ่ายดําเนินการต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น

4. การสํารองและบริหารสินค้าคงคลัง

ปัจจุบันโรงกลั่นกลุ่ม ปตท. มีสินค้าคงคลังน้ำมันสําเร็จรูปและน้ำมันดิบพร้อมใช้สําหรับผลิตสูงกว่าปริมาณสํารองตามกฎหมายของน้ำมันสําเร็จรูปและน้ำมันดิบ โดยช่วงที่ปิดช่องแคบฮอร์มุซและการโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มขึ้น ความต้องการน้ำมันดีเซลของประเทศสูงขึ้นจากระดับปกติที่ประมาณ 70 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 80 - 90 ล้านลิตรต่อวัน ทําให้โรงกลั่นต้องดําเนินการกลั่นอย่างเต็มกําลังของโรงกลั่นตามนโยบายของภาครัฐ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการใช้ในประเทศ

รวมถึงดําเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ น้ำมันหน้าสถานีบริการขาดแคลนในช่วงแรกของวิกฤต แม้ว่าช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ความต้องการน้ำมันในประเทศยังคงแกว่งตัวสูงในระดับประมาณ 30 – 90 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งโรงกลั่นในกลุ่ม ปตท. ยังคง ดําเนินการผลิตเต็มที่ ภายใต้ข้อจํากัดการแกว่งตัวของความต้องการรายวันของลูกค้าและความสามารถในการจัดเก็บน้ำมันคงคลังที่มีอยู่ เพื่อให้ปริมาณน้ำมันดีเซลเพียงพอกับความต้องการในประเทศ

การกําหนดราคาขายน้ำมันสําเร็จรูปให้ลูกค้ากลุ่มต่างๆ ในช่วงสถานการณ์วิกฤติฯ กลุ่ม ปตท. จําหน่ายน้ำมันสําเร็จรูปให้ Jobber ประจําในราคาขายเท่าราคาหน้าสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ (ไม่รวมภาษีเทศบาล) เพื่อให้สามารถนําน้ำมันสําเร็จรูปไปจําหน่ายต่อประชาชน และลูกค้าปลายทาง (ภาคขนส่ง ภาคเกษตรกรรมและอื่นๆ) ทั่วประเทศภายใต้ระบบการขนส่งและจัดจําหน่ายของลูกค้าเอง (Customer Logistics System) อย่างทั่วถึง

6. การบริหารจัดการทางการเงิน

การที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและการดําเนินการจัดหาน้ำมันดิบเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ให้กลุ่ม ปตท. โดยเฉพาะการจัดซื้อน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นที่ไกลขึ้น มีระยะเวลาขนส่งทางเรือนานขึ้น ส่งผลต้องสํารองสภาพคล่องส่วนเพิ่มจากเงินกู้ธนาคารและมีภาระต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ โดยประกอบด้วย

• หลักประกันในการจัดซื้อน้ำมันดิบ (Margin Call) ประมาณ 63,000 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) สําหรับการจัดหาน้ำมันและก๊าซฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 137,000 ล้านบาท

• เงินค้างชําระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากการชดเชยราคา ประมาณ 35,000 ล้านบาท รวมภาระสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นกว่า 230,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้เกิดต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นถึง กว่า 600 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 7,000 ล้านบาทต่อปี ต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การดําเนินธุรกิจตามปกติ และไม่ได้ส่งผ่านในราคาน้ำมันให้เป็นภาระของผู้บริโภค แต่เป็นต้นทุนจากการลดความเสี่ยงของประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยจะไม่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน

7. การดําเนินงานและการรายงานข้อมูลอย่างโปร่งใสของกลุ่ม ปตท.

กลุ่ม ปตท. ยืนยันว่าไม่มีการกักตุนน้ำมันสําเร็จรูปในช่วงที่ความต้องการในประเทศอยู่ในระดับสูง โดยได้ดําเนินการผลิตและกระจายน้ำมันอย่างเต็มกําลัง พร้อมบริหารจัดการ Supply Chain อย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง และสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย พร้อมทั้งดําเนินการเปิดเผยข้อมูลปริมาณน้ำมันในระบบตลอด Supply Chain ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบ การผลิตของโรงกลั่น การขนส่งและการกระจายน้ำมัน ไปจนถึงการจําหน่ายน้ำมันสําเร็จรูปผ่านเว็บไซต์ของ ปตท. เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

นอกจากนี้ มีการรายงานแผนและปริมาณการจัดหาและจัดจําหน่ายต่อหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อาทิ ปริมาณการจําหน่ายน้ำมัน ข้อมูลการนําเข้าและส่งออกน้ำมัน ต้นทุนและราคาขาย ปริมาณและสถานที่เก็บน้ำมันที่นําเข้า ซื้อ กลั่น ผลิตได้มา จําหน่ายและที่เหลืออยู่ และปริมาณน้ำมันคงคลังแต่ละชนิด รวมถึงดําเนินการชําระภาษีสรรพสามิต โดยครบถ้วน

8. การกํากับดูแลกิจการ

กลุ่ม ปตท. ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและการดําเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส โดยในระหว่างที่เกิดสถานการณ์วิกฤต บริษัทในกลุ่ม ปตท. ทุกแห่งได้ประสานความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการสํารองพลังงาน ส่งผลให้ประเทศผ่านพ้นช่วงวิกฤตมาได้ด้วยดี

เพื่อให้เป็นไปตามหลักการกํากับดูแลกิจการที่ดี (Way of Conduct) และยกระดับความเชื่อมั่นต่อสาธารณชน ปตท. ในฐานะบริษัทแม่ จึงได้มีคําสั่งแต่งตั้ง "คณะกรรมการตรวจสอบกระบวนการดําเนินงานโรงกลั่นและ การค้าน้ำมันของบริษัทในกลุ่ม ปตท.” เพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบเชิงลึกตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบ กระบวนการผลิต การจัดเก็บ ไปจนถึงการจําหน่าย เพื่อยืนยันความถูกต้อง ประสิทธิภาพ และความสอดคล้องกับกฎหมายและนโยบายภาครัฐ พร้อมทั้งนําข้อตรวจพบมาปรับปรุงกระบวนการทํางานให้มี ความเป็นเลิศและโปร่งใสอย่างต่อเนื่องต่อไป



Related Topics

Reported by

Charuwan Iamyingpanitch

Charuwan Iamyingpanitch

Assistant News Editor, efinanceThai